ปรับขั้นตอนชำระเงินของร้านดรอปชิปด้วย 10 แอป Shopify ชั้นนำ

วันนี้จะมาแนะนำแอป Shopify ที่ดีที่สุดสำหรับปรับปรุงขั้นตอนชำระเงินของร้านดรอปชิป โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดอัตราการละทิ้งตะกร้าของร้านคุณ
ขั้นตอนชำระเงินเป็นหนึ่งในส่วนที่สำคัญที่สุดของการซื้อสินค้า ผู้ขายดรอปชิปบางคนมองว่าคล้ายกับการจ่ายเงินในร้านขายของชำ แค่ต่อคิว รอถึงตาตัวเอง ยื่นบัตรเครดิต จ่ายเงิน แล้วเดินออกไป
แต่สำหรับลูกค้าแล้ว เรื่องนี้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ลูกค้าที่ซื้อของออนไลน์จำนวนมากไม่ชอบขั้นตอนชำระเงินเอามาก ๆ เพราะยุ่งยาก ผลที่ตามมาคือลูกค้าทิ้งตะกร้าไป
ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลย
แอปชำระเงินของ Shopify คืออะไร
แอปชำระเงินของ Shopify ช่วยให้ร้านดรอปชิปของคุณมีฟังก์ชันที่ดีขึ้นในขั้นตอนชำระเงิน ระบบชำระเงินเริ่มต้นของ Shopify อาจมีขั้นตอนยืดยาว และไม่สามารถเพิ่มหรือลบฟังก์ชันได้ กลยุทธ์ปรับปรุงขั้นตอนชำระเงินช่วยเพิ่มอัตราการซื้อ ลดการละทิ้งตะกร้า และเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ได้อย่างมาก
แอปชำระเงินเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดนี้ และช่วยให้ร้านค้าของคุณดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น แอปเหล่านี้ช่วยให้คุณปรับแต่งประสบการณ์ของลูกค้าในช่วงที่กำลังซื้อสินค้าจริงได้
ประโยชน์บางส่วนของแอปชำระเงินของ Shopify มีดังนี้:
- ตัดช่องข้อมูลลูกค้าที่ไม่จำเป็นออก
- ทำให้ขั้นตอนชำระเงินรวดเร็วขึ้น
- ทำให้การชำระเงินเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
- เพิ่มโอกาสเสนอขายเพิ่มหรือขายสินค้าที่เกี่ยวข้องก่อนลูกค้าจ่ายเงิน
- ลดการละทิ้งตะกร้า
สำหรับอัตราการละทิ้งตะกร้าในปี 2024 อยู่ที่ 70.19% ลองนึกดูว่าตัวเลขนี้หมายถึงอะไร ในทุก ๆ 100 คนที่เพิ่มสินค้าลงตะกร้า จะมี 70 คนที่ไม่ดำเนินการชำระเงิน
สมมติว่าคุณจ่ายค่าโฆษณาคลิกละ $0.20 คุณก็เสียเงินไปเปล่า ๆ 70 x $0.20 = $14 จากงบโฆษณา คุณลดการละทิ้งตะกร้าได้ และนี่คือเหตุผลที่คุณต้องใช้แอปชำระเงิน
สิ่งที่ควรมองหาในแอปชำระเงินของ Shopify
สรุปสิ่งที่คุณควรได้จากแอปชำระเงินมีดังนี้:
- ค่าใช้จ่าย: เลือกแอปที่ฟรีหรือมีราคาสมเหตุสมผล ในฐานะผู้ขายดรอปชิป คุณคงไม่อยากเพิ่มรายจ่ายให้ธุรกิจไปเรื่อย ๆ
- ความยืดหยุ่น: แอปควรปรับแต่งได้มากพอที่จะเปลี่ยนสีได้ เพื่อให้สีสอดคล้องกับธีมของร้าน
- ฟังก์ชัน: หากคุณไม่ต้องการขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่ควรเลือกแอปที่เสนอขายสินค้าที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนชำระเงิน เลือกแอปที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ
- การชำระเงินด่วน: หน้าที่สำคัญที่สุดของแอปชำระเงินคือการลดขั้นตอน ผู้บริโภคจำนวนมากทิ้งตะกร้าเพราะไม่อยากกรอกข้อมูลมากมาย
- ตัวเลือกการชำระเงินที่หลากหลาย: การมีวิธีชำระเงินหลายแบบ เช่น บัตรเครดิต กระเป๋าเงินดิจิทัล และซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ช่วยให้ประสบการณ์ชำระเงินดีขึ้นและเพิ่มอัตราการชำระเงินสำเร็จได้อย่างมาก
เลือกแอปชำระเงินของ Shopify โดยยึดความต้องการของธุรกิจเป็นหลัก ขอแนะนำให้ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้าก่อน เช่น เลือกแอปที่ทำให้ชำระเงินได้อย่างราบรื่น ยิ่งขั้นตอนราบรื่น ลูกค้าก็ยิ่งจ่ายเงินได้เร็วขึ้น และมีโอกาสล้มเลิกการซื้อน้อยลง
10 แอป Shopify สำหรับปรับปรุงขั้นตอนชำระเงินของร้านดรอปชิป
1. Checkout Builder

Checkout Builder ช่วยให้คุณปรับแต่งประสบการณ์ชำระเงินของลูกค้าได้ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้คุณเพิ่มยอดขาย คุณจะลดขั้นตอนชำระเงินหรือเพิ่มขั้นตอน เช่น การเสนอขายเพิ่มและขายสินค้าที่เกี่ยวข้องก็ได้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ Checkout Builder ยังช่วยเพิ่มอัตราการซื้อในขั้นตอนชำระเงินได้ด้วยการทำให้ตรวจสอบและแก้ไขรายการได้ง่าย แสดงสรุปค่าใช้จ่าย และขจัดสิ่งรบกวน
ฟีเจอร์ของ Checkout Builder
- ดูตัวอย่างแบบเรียลไทม์: คุณไม่ต้องเปิดใช้งานแอปเพียงเพื่อดูหน้าตาหรือตรวจสอบขั้นตอน ฟีเจอร์ดูตัวอย่างแบบเรียลไทม์ช่วยให้ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะยังไม่ได้นำการเปลี่ยนแปลงนั้นมาใช้งานจริง
- การเพิ่มรายได้: มีตัวเลือกที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้ ระหว่างชำระเงิน คุณเพิ่มองค์ประกอบที่แสดงตามเงื่อนไขได้ เช่น ข้อเสนอขายเพิ่มและการอัปเกรด ซึ่งหมายความว่าลูกค้าต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดก่อน แอปจึงจะแสดงข้อเสนอขายเพิ่ม
- เนื้อหาที่ปรับเปลี่ยนได้: คุณเพิ่มเนื้อหาระหว่างขั้นตอนชำระเงินได้ เช่น แจ้งลูกค้าว่าจัดส่งฟรี หรือมีโปรโมชันที่อาจสนใจ
- ช่องข้อมูลที่กำหนดเอง: คุณเพิ่มช่องให้ลูกค้าพิมพ์ข้อความระหว่างขั้นตอนชำระเงินได้
ข้อดีของ Checkout Builder
- ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์ที่เป็นประโยชน์มากมายสำหรับปรับแต่งการชำระเงิน
- ใช้งานแอปได้ฟรี
- มีคู่มือการใช้งานแอป
ข้อเสียของ Checkout Builder
- การปรับแต่งขั้นสูงมีราคาแพง
- ต้องมีบัญชี Shopify PLUS จึงจะใช้ได้ครบทุกฟีเจอร์
โดยรวมแล้ว Checkout Builder ใช้ได้ทั้งกับร้านเล็กและร้านใหญ่ แต่คุณจะใช้ประโยชน์จากแอปได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อมีบัญชี Shopify Plus
นอกจากนี้ ค่าบริการรายเดือนยังสูงถึง $149 แม้ Checkout Builder อาจมีราคาค่อนข้างแพง แต่ไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝงและค่าธรรมเนียมธุรกรรม
2. RapidCart

RapidCart ช่วยปรับปรุงขั้นตอนชำระเงินได้ด้วยปุ่มซื้อด่วนและตะกร้าที่แสดงค้างบนหน้าจอ นอกจากนี้ RapidCart ยังช่วยให้ประสบการณ์ชำระเงินดีขึ้นด้วยการรองรับหน้าจอมือถือ แสดงหลักฐานจากลูกค้ารายอื่นให้มั่นใจ เปิดใช้การกรอกแบบฟอร์มอัจฉริยะ แสดงข้อมูลติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าให้เห็นชัด และจัดส่วนคำถามที่พบบ่อยให้เป็นระเบียบ
ตะกร้าแบบแสดงค้างจะอยู่บนหน้าจอแม้ลูกค้าเลื่อนหน้าลง ช่วยเตือนให้ลูกค้าเพิ่มสินค้าที่กำลังดูลงตะกร้า ส่วนปุ่มซื้อด่วนช่วยให้ไปยังขั้นตอนชำระเงินได้ทันที
ฟีเจอร์ของตะกร้าแบบแสดงค้าง
- แถบเพิ่มลงตะกร้า: เป็นแถบลอยบนหน้าสินค้าของคุณ แม้ลูกค้าเลื่อนหน้าลง แถบก็ยังอยู่ ทำให้ลูกค้าเพิ่มสินค้าลงตะกร้าได้ง่าย
- แถบชำระเงินแบบแสดงค้าง: เช่นเดียวกับแถบก่อนหน้า ปุ่มชำระเงินนี้จะแสดงค้างบนหน้าจอ กระตุ้นให้ผู้ใช้ชำระเงินแทนที่จะทิ้งตะกร้า
- ตะกร้าแบบเลื่อนออก: เมื่อคลิก แผงจะแสดงโดยเลื่อนเข้ามาพร้อมรายการสินค้าในตะกร้า ลูกค้าเพิ่มหรือลบสินค้าได้โดยไม่ต้องออกจากหน้าปัจจุบัน ฟีเจอร์แบบนี้ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
ข้อดีของตะกร้าแบบแสดงค้าง
- แอปใช้งานได้ฟรี
- มีตัวเลือกปรับปรุงการชำระเงินหลายแบบ
- เลือกใช้องค์ประกอบหนึ่ง สอง หรือหลายอย่างได้
ข้อเสียของตะกร้าแบบแสดงค้าง
- แถบลอยอาจสร้างความรำคาญ
จากประสบการณ์ซื้อของออนไลน์ บอกได้เลยว่าควรใช้แถบลอยเท่าที่จำเป็น แถบเหล่านี้ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อได้จริง แต่ต้องใช้ให้เหมาะกับบริบท
ในมุมมองของผู้เขียน แถบตะกร้าและปุ่มชำระเงินแบบลอยมีประโยชน์เมื่อคำอธิบายสินค้ายาวเกินไป เพราะลูกค้าไม่ต้องเลื่อนกลับขึ้นไปเพื่อคลิกปุ่มเพิ่มลงตะกร้าตามปกติ
แต่หากไม่ใช่กรณีนี้ แถบลอยอาจรบกวนลูกค้าได้ ลองเปิดหน้าสินค้าทั้งบนคอมพิวเตอร์และมือถือเพื่อช่วยตัดสินใจ หากผู้ใช้ต้องเลื่อนหน้าจอมาก การใช้แถบลอยก็เหมาะสม
3. Koala Skip To Checkout

ทีมพัฒนาแอป Koala สร้างแอปนี้ขึ้นในปี 2018 เพื่อให้ชำระเงินได้เร็วขึ้น ใช้งานได้ราบรื่นขึ้น และเพิ่มยอดขาย
ฟีเจอร์ของ Koala Skip To Checkout
- ไปชำระเงินโดยตรง: ฟีเจอร์นี้พาลูกค้าไปยังหน้าชำระเงินทันที คุณเลือกได้ว่าจะลบปุ่มเพิ่มลงตะกร้าออกหรือเก็บไว้บนหน้าสินค้า ช่วยให้ลูกค้าที่ถูกใจสินค้าอยู่แล้วชำระเงินได้ง่ายขึ้น
- แก้ไขข้อความเพิ่มลงตะกร้า: ข้อความเริ่มต้นของทุกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซคือ “เพิ่มลงตะกร้า” ฟีเจอร์นี้ช่วยให้คุณเปลี่ยนข้อความบนปุ่มได้ เช่น เปลี่ยนเป็น “ซื้อเลย” หรือ “พร้อมจ่ายแล้ว!” หรือข้อความอื่น ๆ คุณใช้ฟีเจอร์นี้เพื่อปรับข้อความและน้ำเสียงของแบรนด์ทั่วทั้งเว็บไซต์ให้ดีขึ้นได้
- การเลือกหน้า: คุณเลือกหน้าสินค้าที่ต้องการให้แอปทำงานได้ หากต้องการ ก็ใช้กับสินค้าเฉพาะบางหมวดหมู่ได้โดยไม่ต้องใช้กับทั้งหมด ส่วนสินค้าอื่นยังใช้ขั้นตอนชำระเงินเริ่มต้นของ Shopify ได้ตามเดิม
ข้อดีของ Koala Skip To Checkout
- ติดตั้ง ปรับเปลี่ยน และใช้งานง่าย
- ปรับแต่งปุ่มได้
- มีช่วงทดลองใช้ฟรี
ข้อเสียของ Koala Skip To Checkout
- มีค่าใช้จ่าย $4.99 ต่อเดือน แต่มีฟีเจอร์เพียงไม่กี่อย่าง
ข้อดีอย่างหนึ่งคือคุณเลือกหน้าที่ให้แอปทำงานได้ เหตุผลคือแอปนี้เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการปรับปรุงการชำระเงินสำหรับสินค้าที่อาศัยการตัดสินใจซื้อทันที แต่จะไม่ได้ผลกับสินค้าราคาสูงหรือสินค้าราคาแพง เพราะลูกค้าต้องใช้เวลาพิจารณาก่อนตัดสินใจ
ตัวอย่างที่ดีคือเครื่องประดับเลียนแบบ ของประดับชิ้นเล็ก หรือพวงกุญแจ สำหรับของขวัญชิ้นเล็กราคาไม่แพงแบบนี้ คุณไม่อยากให้ลูกค้าคิดนาน แต่ต้องการให้ลูกค้าลงมือซื้อ
4. BeSure Checkout Rules

คุณปรับวิธีทำงานของขั้นตอนชำระเงินในร้านได้ด้วย BeSure Checkout Rules เช่น คุณสามารถเปลี่ยนชื่อหรือซ่อนวิธีชำระเงินบางแบบที่ไม่ต้องการให้ลูกค้าใช้ได้ BeSure Checkout Rules ยังช่วยจัดการรายละเอียดการชำระเงินให้ขั้นตอนราบรื่นขึ้น และเปลี่ยนชื่อหรือซ่อนวิธีจัดส่งได้ด้วย
ฟีเจอร์ของ BeSure Checkout Rules
- การจัดลำดับใหม่: คุณจัดตำแหน่งวิธีจัดส่งและวิธีชำระเงินบนหน้าชำระเงินใหม่ได้ เช่น หากต้องการให้ข้อมูลลูกค้าแสดงก่อน ก็ตั้งค่าหน้าชำระเงินให้ทำงานแบบนั้นได้ มีประโยชน์เมื่อคุณใช้แอปจัดการตะกร้าที่ถูกทิ้ง และต้องการเก็บข้อมูลลูกค้าให้ได้ก่อนที่ลูกค้าจะทิ้งตะกร้า
- การเลือกค่าเริ่มต้น: หากใช้ผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินและผู้ให้บริการหรือวิธีจัดส่งหลายราย คุณใช้แอปนี้เลือกค่าเริ่มต้นสำหรับทั้งสองส่วนได้ เหมาะอย่างยิ่งเมื่อสินค้าส่วนใหญ่มาจากซัพพลายเออร์เดียวกัน และมีเพียงไม่กี่รายการที่ใช้วิธีจัดส่งต่างออกไป นอกจากนี้ คุณยังเลือกยอมรับวิธีชำระเงินเฉพาะตามประเทศได้
- การปิดใช้งานการชำระเงิน: คุณปิดการชำระเงินตามเงื่อนไขตู้ไปรษณีย์ได้ เช่น หากไม่ต้องการจัดส่งไปยังตู้ไปรษณีย์ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย คุณตั้งค่าให้แอปเปลี่ยนปุ่มชำระเงินเป็นสีเทาและกดไม่ได้ทันทีที่ลูกค้ากรอกที่อยู่ตู้ไปรษณีย์ได้
ข้อดีของ BeSure Checkout Rules
- เปลี่ยนชื่อ ปิดใช้งาน ซ่อน และตั้งค่าเริ่มต้นของวิธีจัดส่งและวิธีชำระเงินได้
- จัดลำดับวิธีจัดส่งและวิธีชำระเงินใหม่ได้
- มีบัญชีฟรีให้ใช้งาน
ข้อเสียของ BeSure Checkout Rules
- ปรับแต่งข้อความบนหน้าชำระเงินไม่ได้
แอปช่วยให้คุณซ่อนวิธีจัดส่งและวิธีชำระเงินได้อย่างยืดหยุ่น คุณทำได้โดยอิงจากแท็กสินค้า เพียงติดแท็กให้สินค้าที่ต้องการจำกัดให้ใช้วิธีจัดส่งหรือวิธีชำระเงินเฉพาะ
จากนั้นเปิดใช้งานแอป แล้วตั้งค่าตัวกรองให้เปลี่ยนวิธีจัดส่งหรือวิธีชำระเงินเมื่อสินค้ามีแท็กที่กำหนด เช่น “เฉพาะ USPS” หรือข้อความลักษณะนี้ คุณยังเปิดใช้ค่าเริ่มต้นตามน้ำหนักสินค้า ยอดรวมในตะกร้า และเงื่อนไขอื่น ๆ ได้ด้วย
5. Checkout Plus

Checkout Plus ช่วยให้คุณแก้ไขได้ทั้งหน้าชำระเงิน หน้าขอบคุณ และหน้าอื่น ๆ เช่น เพิ่มข้อความที่กำหนดเองบนหน้าชำระเงินอย่างข้อเสนอสุดท้ายก่อนลูกค้าจ่ายเงิน การปรับแต่งนี้ช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าได้อย่างมาก โดยทำให้การสั่งซื้อและจัดส่งไม่ยุ่งยาก พร้อมแสดงนโยบายการคืนสินค้า การลดระดับแพ็กเกจ และการยกเลิกที่ชัดเจนและเป็นธรรมระหว่างชำระเงิน
ฟีเจอร์ของ Checkout Plus
- การเสนอขายเพิ่ม: คุณสร้างข้อเสนอขายเพิ่มบนหน้าชำระเงินได้ ช่วยให้เพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์
- ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ: คุณใช้ตราสัญลักษณ์ความน่าเชื่อถือบนหน้าชำระเงินได้ เช่น ไอคอนและโลโก้ขององค์กรด้านความปลอดภัยและสถาบันการเงิน ซึ่งจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ร้านและช่วยลดการละทิ้งตะกร้าได้
- การฝากข้อความ: คุณเพิ่มช่องบนหน้าชำระเงินให้ลูกค้าพิมพ์ข้อความได้ เช่น หากซื้อเป็นของขวัญ ลูกค้าสามารถเขียนข้อความถึงผู้รับเพื่อให้คุณพิมพ์ออกมาได้ หรือใช้เขียนคำขอและหมายเหตุถึงคุณในฐานะผู้ขาย
ข้อดีของ Checkout Plus
- ปรับแต่งกฎสำหรับวิธีชำระเงินและวิธีจัดส่งได้
- เพิ่มช่องให้ลูกค้าพิมพ์ข้อความได้
- ใช้ตราสัญลักษณ์ความน่าเชื่อถือเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือได้
ข้อเสียของ Checkout Plus
- ไม่มีบัญชีฟรี
แม้หน้าแอปบน Shopify App Store จะระบุว่ามีบัญชีฟรี แต่บัญชีนั้นใช้ทำอะไรจริงไม่ได้ เพราะมีไว้สำหรับร้านค้าสาธิตเท่านั้น คุณใช้บัญชีนี้ดูตัวอย่างฟีเจอร์ทั้งหมดได้ แต่ฟีเจอร์จะไม่ทำงานจริง
ขณะที่เขียนบทความนี้ แอปมีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ $19.99 ต่อเดือน โดยราคานี้ยังมีข้อจำกัดในการปรับแต่ง
6. Fast Checkout Cart Upsell+Gift

Fast Checkout ช่วยเพิ่มยอดขายได้ด้วยการเพิ่มของแถมและใช้วิธีการตลาดที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล นอกจากตัวเลือกปรับแต่งการชำระเงิน ทีมพัฒนายังรวมเครื่องมือหลายอย่างที่ปกติต้องติดตั้งเป็นแอปแยกบน Shopify ไว้ด้วย Fast Checkout Cart Upsell+Gift ช่วยให้ประสบการณ์ซื้อของออนไลน์ดีขึ้นได้ ด้วยขั้นตอนชำระเงินที่สะดวก ราบรื่น มีขั้นตอนน้อยลง และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้น
ฟีเจอร์ของ Fast Checkout
- การนับถอยหลังและส่วนลด: คุณเพิ่มตัวนับเวลาถอยหลังบนหน้าสินค้าเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจตอนนี้ได้ พร้อมเสนอส่วนลดที่จะหมดไปเมื่อตัวนับเวลาสิ้นสุด
- การจัดส่ง: คุณเพิ่มความคุ้มครองการจัดส่งให้ลูกค้าซื้อได้ และเพิ่มฟีเจอร์ให้ผู้ที่สนใจซื้อดูข้อมูลประมาณการจัดส่งได้ หากลูกค้าพอใจกับข้อมูลที่เห็น ก็มีแนวโน้มจะดำเนินการซื้อจนเสร็จมากขึ้น
- ฟีเจอร์ตะกร้า: มีฟีเจอร์ตะกร้าแบบแสดงค้าง พร้อมแถบเพิ่มลงตะกร้าที่แสดงค้างบนหน้าจอเช่นกัน หากยังไม่พอ คุณเปิดใช้ปุ่มซื้อด่วนได้
- การแจ้งเตือนบนเบราว์เซอร์: แอปมีแท็บที่ปรากฏบนเบราว์เซอร์ของลูกค้า เพื่อเตือนว่ายังมีตะกร้าที่ทิ้งไว้ ลูกค้าจึงอาจกลับไปที่หน้าชำระเงินและซื้อสินค้าให้เสร็จ
ข้อดีของ Fast Checkout
- มีฟีเจอร์มากมายในราคาย่อมเยา
- มีช่วงทดลองใช้ฟรี 14 วัน
- มีฟีเจอร์เสนอขายเพิ่มและขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสียของ Fast Checkout
- ไม่มีบัญชีฟรี
เช่นเดียวกับแอปก่อนหน้า แอปนี้ใช้ฟรีได้เฉพาะนักพัฒนา หากคุณเป็นผู้ขายดรอปชิป ต้องสมัครทดลองใช้ฟรีเพื่อดูว่าชอบฟีเจอร์หรือไม่
แพ็กเกจ Starter ราคา $4.99 ต่อเดือน ต้องบอกว่าราคานี้ย่อมเยา เพราะรวมฟีเจอร์ไว้แล้วถึงเจ็ดอย่าง หากต้องการใช้เครื่องมือทั้งหมด ต้องสมัครแพ็กเกจ Growth ราคา $9.99 ต่อเดือน
7. Echo: Checkout Blocks & Bundle

Echo มีตัวเลือกให้คุณเสนอขายเพิ่มระหว่างขั้นตอนชำระเงิน คุณยังเพิ่มแบบสำรวจในขั้นตอนชำระเงินเพื่อถามลูกค้าว่าควรปรับปรุงบริการอย่างไรได้ นอกจากนี้ Echo ยังช่วยปรับปรุงขั้นตอนชำระเงินด้วยการลดสิ่งรบกวน เสริมความน่าเชื่อถือ และทำให้ขั้นตอนราบรื่น เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าจนเสร็จ
ฟีเจอร์ของ Echo
- ช่องข้อมูลที่กำหนดเอง: หากระบบชำระเงินเริ่มต้นไม่มีตัวเลือกให้เพิ่มช่องข้อมูล Echo ช่วยได้ คุณเพิ่มช่องข้อมูลที่กำหนดเองบนหน้าชำระเงินเพื่อรับข้อมูลจากลูกค้าเพิ่มเติมได้ เช่น ข้อความสำหรับของขวัญ
- บล็อกในหน้าชำระเงิน: มีบล็อกให้เลือกใช้หลายแบบ เช่น ตราสัญลักษณ์ความน่าเชื่อถือและแบบสำรวจ แอปยังมีระบบแนะนำด้วย AI ซึ่งจะแนะนำสินค้าให้ผู้ใช้หรือลูกค้า
- ชุดสินค้า: คุณไม่ต้องใช้แอปอื่นเพื่อจัดสินค้ารวมเป็นชุด เพราะมีฟีเจอร์นี้รวมอยู่แล้ว คุณจับคู่สินค้าและเสนอราคาลดพิเศษได้ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์
ข้อดีของ Echo
- รวมฟีเจอร์การตลาดไว้กับการปรับแต่งการชำระเงิน
- ปรับแต่งได้ทั้งแบบสำรวจและการตั้งค่าช่องข้อมูลที่กำหนดเอง
- สร้างส่วนลดตามจำนวนสำหรับการซื้อครั้งละมาก ๆ ได้
- มีบัญชีฟรีให้ใช้งาน
ข้อเสียของ Echo
- จำกัดจำนวนออเดอร์ที่ดำเนินการได้
บัญชีฟรีมีขีดจำกัดอยู่ที่ 200 ออเดอร์ หมายความว่าเมื่อมีครบ 200 ออเดอร์แล้ว คุณจะใช้แอปต่อไม่ได้ ลูกค้าของคุณจะชำระเงินไม่ได้อีก เมื่อถึงจุดนี้ คุณต้องอัปเกรด
คุณเลือกได้ว่าจะอัปเกรดหรือปิดแอป หากถอนการติดตั้ง ฟีเจอร์ทั้งหมดจะหยุดทำงาน และร้านจะกลับไปใช้ขั้นตอนชำระเงินเริ่มต้นของ Shopify
ขีดจำกัดออเดอร์จะเพิ่มขึ้นเมื่ออัปเกรดบัญชี แพ็กเกจ Basic ราคา $14 ต่อเดือน จำกัดที่ 1,000 ออเดอร์ ส่วนแพ็กเกจที่แพงที่สุดราคา $99 ต่อเดือน รับออเดอร์ได้ไม่จำกัด
8. OrderBump ‑ Checkout Upsells

ตามชื่อแอป OrderBump เน้นการเสนอขายเพิ่มระหว่างชำระเงิน คุณตั้งเงื่อนไขของตะกร้าได้ และเงื่อนไขเหล่านี้จะกำหนดว่าควรแสดงข้อเสนอขายเพิ่มใดให้ลูกค้า นอกจากนี้ OrderBump ยังช่วยเพิ่มอัตราการซื้อในขั้นตอนชำระเงินได้ โดยทำให้ขั้นตอนราบรื่นและจัดการปัจจัยต่าง ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดและความกังวลด้านความปลอดภัย
ฟีเจอร์ของ Order Bump
- เงื่อนไขแสดงข้อเสนอขายเพิ่ม: คุณกำหนดได้ว่าจะใช้เกณฑ์ใดในการเสนอขายเพิ่มและขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น ใช้แท็กสินค้า แล้วระบบจะแสดงข้อเสนอตามแท็กนั้น หากต้องการเสนอขายกระเป๋าถือเพิ่มเมื่อตะกร้ามีกระเป๋าเป้ คุณก็ใช้แท็กเดียวกันกับสินค้าทั้งสอง แล้วระบบจะแสดงข้อเสนอให้
- การจับคู่ด้วย AI: หากไม่ต้องการใช้แท็กหรือ SKU คุณเปิดใช้ AI ให้เสนอสินค้าแทนได้ โดย AI จะค้นหาสินค้าในร้านที่เข้ากับสินค้าในตะกร้าของลูกค้ามากที่สุด
- การปรับแต่งข้อความสินค้า: คุณปรับแต่งปุ่มกระตุ้นให้ดำเนินการ ชื่อสินค้า และแม้แต่คำอธิบายได้ การปรับแต่งเหล่านี้จะมีผลกับหน้าเสนอขายเพิ่ม
ข้อดีของ Order Bump
- มี AI ที่จับคู่สินค้ากับสิ่งที่ลูกค้าอาจต้องการได้
- ติดแท็กสินค้าหรือใช้ SKU เป็นเกณฑ์ในการเสนอขายเพิ่มได้
- ใช้ปุ่มชำระเงินใน 1 คลิกเพื่อให้ขั้นตอนรวดเร็วขึ้นได้
- มีช่วงทดลองใช้ฟรี 14 วัน
ข้อเสียของ Order Bump
- ไม่มีบัญชีฟรี
แอปมีค่าใช้จ่าย $39 ต่อเดือน โดยแพ็กเกจนี้เสนอขายเพิ่มได้เฉพาะหลังการซื้อเท่านั้น และดูข้อมูลวิเคราะห์บางส่วนได้ หลังการซื้อหมายถึงลูกค้าชำระเงินเสร็จแล้ว
หากต้องการเสนอขายเพิ่มก่อนลูกค้าชำระเงินเสร็จ คุณต้องอัปเกรดเป็นบัญชี Shopify Plus ก่อน จากนั้นจึงอัปเกรดแพ็กเกจของแอปนี้ได้ แต่แพ็กเกจดังกล่าวมีค่าใช้จ่าย $139 ต่อเดือน
ขอแนะนำให้เริ่มจากการทดลองใช้ฟรี 14 วันก่อน ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีฟีเจอร์ที่ต้องการแล้วจึงตัดสินใจสมัคร
9. UpsellPlus Checkout Upsells

UpsellPlus เป็นแอปเรียบง่ายที่เสนอขายเพิ่มระหว่างขั้นตอนชำระเงิน อีกทั้งยังช่วยจัดการข้อมูลการชำระเงินให้มีวิธีจ่ายที่ปลอดภัยและสะดวก เพื่อเพิ่มอัตราการซื้อในขั้นตอนชำระเงิน จุดเด่นที่แตกต่างคือใช้เสนอขายเพิ่มเป็นการสมัครรับสินค้าได้ เช่น วิตามินหรืออาหารเสริมที่จัดส่งเป็นรายเดือน
ฟีเจอร์ของ UpsellPlus
- การปรับแต่งการชำระเงิน: คุณปรับแต่งหน้าตะกร้า หน้าชำระเงิน และหน้าหลังการซื้อ เช่น หน้าขอบคุณได้
- การสมัครรับสินค้า: หากมีสินค้าแบบสมัครรับ แอปนี้จะช่วยให้คุณเสนอขายสินค้านั้นเพิ่มได้ง่ายขึ้น เมื่อขายสำเร็จ มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์จะเพิ่มขึ้น และคุณจะมีรายได้รายเดือนอย่างสม่ำเสมอ
- การทดสอบ A/B: คุณสร้างหน้าชำระเงินที่ปรับแต่งไว้สองเวอร์ชัน แล้วทดสอบว่าแบบใดให้ผลดีกว่าได้ หากเวอร์ชันหนึ่งขายเพิ่มได้มากกว่าอีกเวอร์ชัน ก็เลือกใช้เวอร์ชันนั้นและเลิกใช้อีกแบบได้
ข้อดีของ UpsellPlus
- แอปใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน
- ฟีเจอร์ทดสอบ A/B เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาด
ข้อเสียของ UpsellPlus
- ไม่มีบัญชีฟรี
- มีขีดจำกัดรายได้
นอกจากนี้ คุณยังสร้างข้อเสนอขายเพิ่มตามกฎและเงื่อนไขได้ แอปมีค่าใช้จ่าย $49 ต่อเดือน โดยแพ็กเกจนี้ให้คุณใช้ฟีเจอร์ต่อไปนี้:
- การปรับแต่งหน้าตะกร้าและหน้าหลังการซื้อ
- การรองรับหลายสกุลเงินและหลายภาษา
หากต้องการใช้ฟีเจอร์อื่น ต้องอัปเกรดบัญชี แพ็กเกจที่แพงที่สุดราคา $299 ต่อเดือน รวมการเสนอขายเพิ่มแบบสมัครรับสินค้า การทดสอบ A/B แชตสด และขีดจำกัดรายได้สูงสุด $15,000
สำหรับขีดจำกัดรายได้ คุณไม่สามารถเสนอขายเพิ่มได้มากเท่าที่ต้องการ แต่ละแพ็กเกจมียอดสูงสุดเป็นดอลลาร์ เมื่อถึงขีดจำกัดแล้ว คุณต้องอัปเกรดจึงจะขายเพิ่มได้
10. Checkout Wiz: Extensions

แอปสุดท้ายในรายการคือ Checkout Wiz สำหรับร้านค้า Shopify Plus แอปนี้มีฟีเจอร์มากกว่า 10 อย่าง ซึ่งมีทั้งการปรับแต่ง วิดเจ็ต และแถบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ Checkout Wiz ช่วยร้านค้าอีคอมเมิร์ซได้อย่างมาก ด้วยการเพิ่มอัตราการเพิ่มสินค้าลงตะกร้าและมีตัวเลือกชำระเงินด่วนเพื่อให้ประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้น
ฟีเจอร์ของ Checkout Wiz
- หน้าชำระเงิน: คุณปรับแต่งหน้าชำระเงินและเสนอขายเพิ่มได้ แต่การเสนอขายเพิ่มจะทำงานหลังชำระเงินแล้วเท่านั้น
- การซ่อนรายละเอียด: คุณซ่อนหรือเปลี่ยนชื่อตัวเลือกการชำระเงินและการจัดส่งได้ รวมถึงสร้างกฎที่กำหนดเอง เช่น หากต้องการให้สินค้าบางรายการใช้วิธีชำระเงินเฉพาะ ก็ตั้งระบบให้ทำเช่นนั้นได้
- การปรับให้เข้ากับแบรนด์: คุณปรับสีและฟอนต์ของแอปให้เข้ากับบุคลิกของร้านดรอปชิปได้
- การทดสอบ A/B: เช่นเดียวกับแอปก่อนหน้า คุณสร้างหน้าชำระเงินและข้อเสนอขายเพิ่มหลายเวอร์ชันเพื่อดูว่าแบบใดได้ผลดีกว่าได้ ฟีเจอร์นี้มาพร้อมข้อมูลวิเคราะห์
ข้อดีของ Checkout Wiz
- มีวิดเจ็ตและฟีเจอร์มากมาย
- ปรับแต่งได้หลายหน้า
- ควบคุมองค์ประกอบของแบรนด์ได้ทั้งสี ฟอนต์ และรูปภาพ
ข้อเสียของ Checkout Wiz
- ไม่มีบัญชีฟรี
แพ็กเกจ Basic ราคา $49 ต่อเดือน รวมฟีเจอร์ปรับให้เข้ากับแบรนด์ บล็อกเสนอขายเพิ่ม การตรวจสอบที่อยู่ และการเสนอขายเพิ่มหลังการซื้อ หากต้องการใช้กฎการชำระเงินที่กำหนดเองและฟีเจอร์ทดสอบ A/B ต้องอัปเกรดเป็นแพ็กเกจ Growth ราคา $99 ต่อเดือน
คำถามที่พบบ่อย: แอปปรับปรุงการชำระเงินของ Shopify
แอปชำระเงินของ Shopify คืออะไร
แอปชำระเงินของ Shopify ช่วยปรับปรุงขั้นตอนชำระเงินให้ใช้งานง่ายขึ้นและลดการละทิ้งตะกร้า
ควรเลือกแอปชำระเงินของ Shopify อย่างไร
พิจารณาค่าใช้จ่าย ความยืดหยุ่น ฟังก์ชัน ตัวเลือกชำระเงินด่วน และวิธีชำระเงินที่หลากหลาย
แอปชำระเงินของ Shopify ใดดีที่สุดสำหรับดรอปชิป
แอปชั้นนำ ได้แก่ Checkout Builder, RapidCart, Koala Skip To Checkout, BeSure Checkout Rules, Fast Checkout Cart Upsell+Gift, Echo, OrderBump และ Checkout Wiz
แอปชำระเงินของ Shopify ลดการละทิ้งตะกร้าได้อย่างไร
แอปเหล่านี้ทำให้ขั้นตอนชำระเงินง่ายและเร็วขึ้น มีตัวเลือกการชำระเงินหลายแบบ และเปิดโอกาสให้เสนอขายเพิ่ม
ข้อคิดส่งท้าย
ขอแนะนำให้ไปดูหน้าแอปต่าง ๆ ที่กล่าวถึงในบทความนี้ ส่วนใหญ่ใช้งานได้ฟรีโดยมีฟังก์ชันจำกัด
การเพิ่มอัตราการซื้อในขั้นตอนชำระเงินเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มยอดขายให้ได้มากที่สุดและทำให้ประสบการณ์โดยรวมของลูกค้าดีขึ้น
หากต้องการเคล็ดลับเพิ่มเติมในการเพิ่มอัตราการซื้อของร้านดรอปชิป ลองอ่านบทความของเราเกี่ยวกับวิธีลดการละทิ้งตะกร้าให้เหลือน้อยที่สุด
แล้วลองสมัครบัญชีฟรีกับ Tradelleไปด้วยเลยดีไหม Tradelle เป็นทั้งเครื่องมือวิจัยสินค้า ซัพพลายเออร์ และเครื่องมือจัดการดรอปชิปอัตโนมัติ รวมถึงความสามารถอื่น ๆ โดยเชื่อมต่อกับ Shopify และใช้ร่วมกับแอปเหล่านี้ได้





