Tradelle
เข้าสู่ระบบเริ่มใช้งานฟรี
เข้าสู่ระบบ

วิธีลงโฆษณา Google Ads สำหรับธุรกิจดรอปชิป

อ่าน 15 นาทีเผยแพร่:
วิธีลงโฆษณา Google Ads สำหรับธุรกิจดรอปชิป
ลองใช้ Tradelle
ค้นหาสินค้าขายดีมาขาย วิเคราะห์คู่แข่ง และทำให้ร้านค้าของคุณทำงานอัตโนมัติ
เริ่มใช้งานฟรี

วันนี้คุณจะได้เรียนรู้วิธีใช้ Google Ads ลงโฆษณาให้ร้านดรอปชิปของคุณ โดยจะอธิบายทีละขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ การเข้าใจวิธีสร้างโฆษณา Google Ads เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การโฆษณาประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ เราจะพูดถึงเรื่องต่อไปนี้:

  • ขนาดตลาดของ Google
  • เหตุผลที่ควรลงโฆษณาบน Google Ads
  • เคล็ดลับลงโฆษณาบน Google Ads ให้ประสบความสำเร็จ
  • ตัวชี้วัดที่ต้องวิเคราะห์และวิธีอ่านตัวเลข

เมื่ออ่านจบแล้ว เชื่อมั่นว่าคุณจะพร้อมใช้ Google Ads ลงโฆษณาให้ร้านดรอปชิปได้ด้วยตัวเอง โปรดเข้าใจว่าบทความนี้ไม่ได้ให้สูตรวิเศษในการโฆษณา เพราะไม่มีสูตรแบบนั้นอยู่จริง ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลย

ตลาด Google Ads ใหญ่แค่ไหน

เพื่อให้เห็นภาพ รายได้ของ Google Ads ในปี 2023 สูงถึง 237.86 พันล้าน USD ขณะที่ Facebook มีรายได้ $153.76 พันล้าน จะเห็นว่าแม้ Google จะไม่ใช่บริษัทโซเชียลมีเดีย แต่ก็เป็นแพลตฟอร์มโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนสำคัญมาจากแพลตฟอร์ม Google Ads ที่ครบวงจร ช่วยให้สร้าง จัดการ และปรับปรุงแคมเปญโฆษณาได้ทั่วเครือข่ายอันกว้างใหญ่

Google Ads ต่างจากเว็บไซต์โซเชียลมีเดียตรงที่มีกลุ่มผู้ชมอยู่บนหลายแพลตฟอร์ม เช่น:

  • YouTube
  • บล็อกและเว็บไซต์อื่นๆ
  • เกมและแอปบน Android
  • Google Search
  • Google Maps
  • Google Shopping
  • Google Video

ดังนั้น ไม่ว่าคุณต้องการโฆษณาถึงผู้ใช้ประเภทไหน เครือข่าย Google Ads ก็มีแพลตฟอร์มที่เหมาะสำหรับแสดงสินค้าดรอปชิปของคุณ

สถิติสำคัญอื่นๆ ที่ควรรู้มีดังนี้:

  • การค้นหาทั่วโลกมากกว่า 90% เกิดขึ้นบน Google Search
  • อัตราการคลิกผ่าน (CTR) เฉลี่ยของเครือข่ายดิสเพลย์ของ Google อยู่ที่ 3.17%
  • ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เฉลี่ยของโฆษณาที่แสดงผ่าน Google Ads อยู่ที่ 200%
  • CTR ต่ำสุดของ Google Ads อยู่ที่ 0.86% ซึ่งเป็นของ Google Shopping
  • โดยเฉลี่ย หากลงโฆษณาบน Google Ads คุณคาดหวังอัตรา Conversion ได้ที่ 4.4%

ในบรรดาเครือข่ายโฆษณา Google เป็นผู้นำเหนือทุกราย หัวใจสำคัญของความสำเร็จบน Google Ads คือการเลือกตำแหน่งแสดงโฆษณาให้เหมาะสม นอกจากนี้ การเลือกคีย์เวิร์ดและกลุ่มเป้าหมายก็สำคัญมาก Google เข้าถึงประชากรโลกได้ 90% คุณจึงต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างพิถีพิถัน

เหตุผลที่ควรลงโฆษณาบน Google Ads | ประโยชน์ของการลงโฆษณาบน Google Ads

Google Ads อาจดูเป็นเรื่องไม่คุ้นเคยสำหรับผู้ขายดรอปชิปหลายคน แต่บอกได้ว่ามีทั้งการเข้าถึงและพลังในการโฆษณามากกว่าโซเชียลมีเดีย ทุกคนใช้ Google ขณะที่ Instagram, TikTok และช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ มีกลุ่มผู้ชมเฉพาะ

ในส่วนนี้ จะอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมว่าทำไมคุณจึงควรลงโฆษณาบน Google Ads และคาดหวังประโยชน์อะไรได้บ้าง แคมเปญ Google Ads ที่ประสบความสำเร็จต้องใช้กลยุทธ์ที่เน้นเพิ่มคลิก Conversion และการรับรู้แบรนด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับปรุงแคมเปญดรอปชิปของคุณ

1. Google Ads เข้าถึงผู้คนได้มหาศาล

ใครก็ตามที่ใช้อินเทอร์เน็ตย่อมรู้จัก Google ชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยนี้เองทำให้ Google เข้าถึงผู้คนได้จำนวนมหาศาล

เฉพาะการค้นหาเพียงอย่างเดียวก็มีมากกว่า 8.5 พันล้านครั้งต่อวัน โดยเฉลี่ยแต่ละคนค้นหาสามถึงสี่ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน

นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าต้องมีใครสักคนบนโลกนี้กำลังค้นหาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่คุณขาย Google ครองสัดส่วนการค้นหาทั่วโลกราว 92% ส่วนรายอื่นๆ อย่าง Yahoo! และ Bing ยังห่างไกลมาก การครองตลาดค้นหานี้สะท้อนศักยภาพในการเข้าถึงผู้คนของแคมเปญ Google Ads และแสดงให้เห็นความสำคัญของการใช้แคมเปญเหล่านี้เพื่อกำหนดเป้าหมายและปรับโฆษณาให้เหมาะกับผู้ชมแต่ละกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ

2. Google Ads ช่วยเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย

Google Ads มีหลายวิธีให้คุณกำหนดกลุ่มเป้าหมายสำหรับโฆษณาดรอปชิป โดยเฉพาะความสามารถในการกำหนดเป้าหมายอย่างแม่นยำผ่านกลุ่มโฆษณา

ตัวอย่างเช่น:

  • กำหนดเป้าหมายไปยังคนที่เคยโต้ตอบกับเว็บไซต์หรือโฆษณาของคุณ
  • กำหนดเป้าหมายตามสถานที่ เพศ และช่วงอายุ
  • กำหนดเป้าหมายเฉพาะเมืองเล็กหรือเมืองใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่งได้
  • กำหนดเป้าหมายไปยังผู้ชมจากแพลตฟอร์มต่างๆ

กลุ่มโฆษณามีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้ ช่วยจัดระเบียบแคมเปญด้วยการรวมโฆษณา คีย์เวิร์ด ข้อความโฆษณา และหน้า Landing Page ที่คล้ายกันไว้ด้วยกัน โครงสร้างนี้ช่วยให้แบ่งกลุ่มเป้าหมายได้สะดวกขึ้น ผู้ลงโฆษณาจึงนำเสนอสินค้าที่เหมาะกับแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ถ้าโฆษณาของคุณเป็นวิดีโอ การแสดงบน YouTube ก็เหมาะสม ถ้าเป็นรูปภาพ การแสดงบนบล็อกหรือแอปมือถือก็เหมาะสม ไม่ว่าโฆษณาหรือสินค้าของคุณจะเป็นอะไร ก็มีผู้ใช้ Google กลุ่มที่เหมาะให้คุณแสดงโฆษณาได้

3. Google Ads รองรับงบประมาณหลากหลาย

ไม่ต้องกังวลว่าต้องแข่งกับบริษัทใหญ่ที่มีงบโฆษณาหลายล้านดอลลาร์ Google มีอัลกอริทึมที่เป็นธรรม ซึ่งจะแสดงโฆษณาของคุณให้กลุ่มเป้าหมายเห็นได้แม้ใช้งบเพียงเล็กน้อย การปรับงบให้เหมาะกับแต่ละแคมเปญ Google Ads ช่วยให้ยืดหยุ่นและปรับปรุงผลลัพธ์เพื่อบรรลุเป้าหมายโฆษณาที่คุณต้องการ

การลงโฆษณากับ Google ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก จากประสบการณ์ของผู้เขียน งบโฆษณาขั้นต่ำที่ระบบกำหนดจะสูงขึ้นเฉพาะเวลาลงโฆษณาในสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดขนาดใหญ่ และมีผู้ลงโฆษณาจำนวนมากแข่งขันกันเพื่อเข้าถึงผู้ชมกลุ่มเดียวกัน

แต่ถ้าลงโฆษณาในประเทศอื่น คุณอาจใช้งบเพียง $5 ต่อวันหรือต่ำกว่านั้นได้ เคล็ดลับคือการหาตลาดอื่น แทนที่จะพึ่งสหรัฐฯ เป็นฐานลูกค้าหลักเพียงแห่งเดียว

4. Google Ads ให้คุณกำหนดเป้าหมายตามความต้องการของผู้ใช้

สุดท้าย Google เป็นพื้นที่ที่คุณลงโฆษณาตามสิ่งที่ผู้ใช้ที่คุณต้องการเข้าถึงกำลังมองหาได้ หากเข้า Google Search แล้วพิมพ์คีย์เวิร์ดอย่าง “วิธีฝึกสุนัข” คุณจะเห็นอะไร

นี่คือผลลัพธ์ที่ผู้เขียนได้:

ผลลัพธ์สองรายการแรกด้านบนเป็นโฆษณาแบบเสียเงิน หรือที่เรียกว่าโฆษณาบนเครือข่ายการค้นหา โฆษณาเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือนักการตลาดที่ต้องการดึงความสนใจจากผู้ใช้ที่กำลังค้นหาสินค้าที่เกี่ยวข้อง การเสนอราคาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง เช่น “วิธีฝึกสุนัข” ช่วยให้ผู้ลงโฆษณามั่นใจได้ว่าสินค้าของตนจะอยู่ในกลุ่มแรกที่ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าเห็น

ในฐานะผู้ขายดรอปชิป คุณใช้โฆษณาบนเครือข่ายการค้นหาใน Google Ads เพื่อกำหนดเป้าหมายตามความต้องการของผู้ใช้ได้ ในกรณีของผู้เขียน ต้องการฝึกสุนัขจึงใช้คีย์เวิร์ดว่า “วิธีฝึกสุนัข”

หากสินค้าของคุณเป็นโดรนของเล่น คุณกำหนดเป้าหมายด้วยคีย์เวิร์ดอย่าง โดรนของเล่น โดรนสำหรับเด็ก โดรนสำหรับมือใหม่ ฯลฯ ได้ วิธีนี้ทำให้ Google แสดงโฆษณาบนเครือข่ายการค้นหาต่อคนที่กำลังมองหาสินค้าของคุณอยู่แล้ว จึงมีแนวโน้มที่จะขายได้

วิธีสร้างแคมเปญ Google Ads สำหรับดรอปชิปทีละขั้นตอน

หากต้องการเริ่มลงโฆษณาบน Google Ads ให้ไปที่ [https://ads.google.com/home/] แล้วคุณจะเห็นหน้าจอนี้:

หากมีบัญชี Google อยู่แล้ว ให้คลิกเข้าสู่ระบบที่มุมขวาบน หากยังไม่มี ให้คลิกเริ่มเลย หลังจากเข้าสู่ระบบหรือสร้างบัญชี คุณจะมาถึงแดชบอร์ดบัญชี Google Ads ลักษณะนี้:

เริ่มด้วยการคลิกปุ่มสร้างที่มุมซ้ายบน ซึ่งเป็นเครื่องหมายบวกขนาดใหญ่ข้างแท็บภาพรวม แล้วคุณจะเห็นหน้าจอนี้:

คลิกแคมเปญ แล้วคุณจะเห็นหน้าจอนี้:

ให้เลือกยอดขาย คุณจะใช้การเข้าชมเว็บไซต์เป็นวัตถุประสงค์ของแคมเปญก็ได้ แต่ยอดขายเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า การเลือกยอดขายหมายความว่า Google จะคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายโดยอิงจากกิจกรรมการซื้อสินค้าโดยเฉพาะ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะเปิดให้ใช้แคมเปญโฆษณาได้หลากหลาย ทั้งแคมเปญรีมาร์เก็ตติ้งและแคมเปญ Google Ads ประเภทต่างๆ ซึ่งนำมาใช้ในเชิงกลยุทธ์เพื่อปรับปรุงหน้าร้านและติดตามประสิทธิภาพด้วยตัวชี้วัดสำคัญได้

หลังคลิกเลือกเป้าหมายแล้ว ให้คลิกดำเนินการต่อที่มุมขวาล่าง หน้าจอจะขยายออก และคุณจะเห็นส่วนนี้:

หน้านี้ให้คุณเลือกว่าต้องการให้ Google แสดงโฆษณาที่ไหน

คำอธิบายสั้นๆ มีดังนี้:

  • การค้นหา: โฆษณาจะแสดงในหน้าผลการค้นหาของ Google Search
  • Performance Max: Google จะจัดการตำแหน่งแสดงโฆษณาตามการวิเคราะห์ของ AI หมายความว่าโฆษณาอาจแสดงบน YouTube การค้นหา บล็อก ฯลฯ
  • ดิสเพลย์: ตำแหน่งหลักคือแอปมือถือ บล็อก และเว็บไซต์ โฆษณาดิสเพลย์เป็นโฆษณาแบบแบนเนอร์
  • ช็อปปิ้ง: โฆษณาจะแสดงบนแพลตฟอร์ม Google Shopping หรือในผลการค้นหา
  • วิดีโอ: เลือกประเภทนี้หากต้องการลงโฆษณาบน YouTube
  • Demand Gen: ใช้ประเภทนี้หากต้องการแสดงโฆษณาใน Gmail

ในการสาธิตนี้ ผู้เขียนจะเลือกดิสเพลย์ ในฐานะผู้ขายดรอปชิป เราต้องการแสดงโฆษณาในพื้นที่ที่ผู้คนหรือผู้ใช้เห็นรูปสินค้าของเราได้ การเลือกประเภทแคมเปญ Google Ads ให้เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการบรรลุเป้าหมายโฆษณาแต่ละอย่าง และการเข้าใจแคมเปญ Google Ads ประเภทต่างๆ ที่มีให้ใช้ก็ส่งผลต่อความสำเร็จของการโฆษณาได้อย่างมาก หลังคลิกดิสเพลย์ ให้เลื่อนลง แล้วคุณจะเห็นส่วนนี้:

วิธีวิเคราะห์โฆษณา Google Ads ของคุณ

Google มีขนาดใหญ่มาก และมีตัวชี้วัดมากมายให้ใช้ประเมินว่าโฆษณาของคุณได้ผลหรือไม่ แต่ตัวเลือกที่มากมายเหล่านี้ก็อาจทำให้สับสน

เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน จะอธิบายเฉพาะตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดที่คุณต้องดูในรายงานโฆษณา พร้อมความหมาย เป้าหมายที่ควรทำให้ได้ และวิธีแก้ปัญหาที่พบบ่อย

1. การแสดงผล

การแสดงผลหมายถึงจำนวนครั้งที่โฆษณาของคุณแสดงต่อผู้ใช้ การแสดงผลหนึ่งพันครั้งไม่ได้หมายความว่ามีคนหนึ่งพันคนเห็นโฆษณา แต่หมายถึง Google แสดงโฆษณาของคุณหนึ่งพันครั้งเท่านั้น

ยิ่งมีจำนวนการแสดงผลสูงก็ยิ่งดีต่อคุณ หากจำนวนการแสดงผลต่ำ ปัญหาที่เป็นไปได้สองอย่างคือ:

  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายแคบเกินไป
  • ตั้งงบโฆษณาต่ำเกินไป

หากต้องการหาว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ให้ขยายกลุ่มเป้าหมายก่อน เช่น ถ้ากำหนดเป้าหมายไว้ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย คุณอาจลองเพิ่มรัฐอื่น หากยังแก้ปัญหาไม่ได้ แสดงว่าปัญหาอยู่ที่งบประมาณ

2. คลิกและอัตราการคลิกผ่าน

ระบบจะนับคลิกทุกครั้งที่ผู้ใช้คลิกลิงก์ URL ของโฆษณา การคลิกนี้จะพาผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ของคุณ

อัตราการคลิกผ่านคือจำนวนคลิกหารด้วยจำนวนการแสดงผลแล้วคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ หากมีการแสดงผล 1,000 ครั้งและได้รับ 100 คลิก CTR ของคุณจะเท่ากับ 100/1000 x 100 = 10%

เป้าหมายของคุณคือการมี CTR สูง และจากสูตรจะเห็นว่า CTR จะสูงเมื่อได้รับคลิกมากเมื่อเทียบกับจำนวนการแสดงผล

สาเหตุหลักที่ทำให้ได้รับคลิกน้อยคือ:

  • โฆษณาไม่น่าสนใจพอ
  • พาดหัวและข้อความโฆษณายังไม่ดี
  • แสดงโฆษณาต่อกลุ่มเป้าหมายที่ไม่เหมาะสม

สำหรับข้อแรก ตรวจสอบให้แน่ใจว่ารูปภาพและวิดีโอคมชัด ทุกวันนี้ไม่มีข้ออ้างให้ใช้กราฟิกความละเอียดต่ำ อีกทั้งตัวเนื้อหาเองต้องดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ได้ด้วย

ส่วนพาดหัวและข้อความโฆษณา คุณต้องให้เหตุผลที่ทำให้ผู้ชมอยากคลิกลิงก์และเข้าชมเว็บไซต์ ตัวอย่างที่พบบ่อยคือข้อเสนอส่วนลด ราคาเปิดตัว สินค้าใหม่ ฯลฯ

สุดท้าย ต้องแน่ใจว่าคุณแสดงโฆษณาต่อกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม เช่น ในโฆษณาโดรนของเรา เราเลือกความสนใจเป็นงานอดิเรก ถ้ากำลังโฆษณาของเล่น การเลือกความสนใจเป็นการเงินก็คงไม่เหมาะใช่ไหม

อีกตัวชี้วัดหนึ่งคือ CPC เฉลี่ย หรือที่เรียกว่าต้นทุนต่อคลิก หมายถึงจำนวนเงินที่คุณใช้จ่ายต่อการคลิกแต่ละครั้งโดยเฉลี่ย

หากใช้งบโฆษณารวม $100 และได้รับทั้งหมด 26 คลิก CPC ของคุณคือ $100/26 = $3.85 หมายความว่าคุณจ่ายให้ Google คลิกละ $3.85 เป้าหมายคือทำให้ CPC ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

3. Conversion และต้นทุนต่อ Conversion

เมื่อตั้งค่า Google Pixel และแท็ก คุณกำลังตั้งโปรแกรมให้ระบบวัด Conversion ของคุณ การตั้งค่านี้ค่อนข้างยาก จึงขอแนะนำให้อ่านแนวทางเหล่านี้

Conversion หมายถึงการซื้อสินค้าจริงของลูกค้า คุณต้องตั้งโปรแกรมส่วนนี้ในระบบหลังบ้านของร้าน พร้อมโค้ดที่ได้รับจาก Google

ต้นทุนต่อ Conversion คือจำนวนเงินที่คุณใช้จ่ายเพื่อให้เกิด Conversion แต่ละครั้ง หากใช้งบโฆษณารวม $100 และมีเพียงสองคนซื้อสินค้า ต้นทุนต่อ Conversion จะเท่ากับ $50 ซึ่งสูงเกินไป ยิ่งต้นทุนต่อ Conversion สูง คุณก็ยิ่งใช้เงินมากขึ้นในการหาลูกค้าหนึ่งคน

มีเคล็ดลับเพิ่มเติมให้: หากไปที่ภาพรวมรายงาน คุณจะเห็นข้อมูลลักษณะนี้:

ขอให้ดูกราฟด้านขวาที่ไฮไลต์ไว้ กราฟนี้แสดงประสิทธิภาพโฆษณาของผู้เขียนในด้านคลิก

จะเห็นว่า 50.2% ของคลิกทั้งหมดที่ได้รับมาจากโฆษณาที่แสดงบน YouTube ส่วนอีก 28.7% มาจากเครือข่ายดิสเพลย์ ข้อมูลนี้บอกว่าคนที่เห็นโฆษณาของผู้เขียนบน YouTube ตอบสนองได้ดีกว่า จำนวนคลิกบน YouTube สูงกว่าบนบล็อกและเว็บไซต์ ดังนั้น ในกรณีนี้ แนวทางที่ดีที่สุดคือเพิ่มงบโฆษณาบน YouTube

หาไอเดียทำแคมเปญโฆษณา Google ได้จากที่ไหน

ไม่มีแหล่งไอเดียที่ดีที่สุดสำหรับ Google Ads เพราะ Google ครอบคลุมแทบทุกอย่าง ถ้าให้ผู้เขียนเลือก จะทุ่มเทให้กับการเรียนรู้การตลาดโดยตรง โดยเฉพาะการศึกษาจิตวิทยาผู้ซื้อและฝึกเขียนข้อความโฆษณาให้เก่ง โฆษณาวิดีโอ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่าง YouTube พิสูจน์แล้วว่าดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ด้วยรูปแบบที่มีการเคลื่อนไหวและน่าติดตาม จึงแตกต่างจากโฆษณาดิสเพลย์แบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน

ในกรณีนี้ ขอแนะนำให้ใส่ใจรูปแบบและขนาดที่ Google กำหนดสำหรับประเภทโฆษณาของคุณ รวมถึงโอกาสเฉพาะที่โฆษณา YouTube มอบให้ในการเข้าถึงผู้ชมบน YouTube ผ่านแพลตฟอร์ม Google Ads

นอกจากนี้ คุณควรอ่านบทความให้มากที่สุดเกี่ยวกับหัวข้อต่อไปนี้:

  • แนวทางที่ดีที่สุดในการสร้างรูปภาพและวิดีโอสำหรับโฆษณา
  • วิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้การเขียนข้อความโฆษณาสำหรับการตลาดออนไลน์
  • คู่มือการใช้ Google Ads
  • PPC และการโฆษณาด้วยคีย์เวิร์ดคืออะไร

Google มีโฆษณาหลากหลายประเภทมาก การเรียนรู้วิธีดึงดูดกลุ่มเป้าหมายจึงสมเหตุสมผลกว่าการลอกโฆษณา Google ของคู่แข่งเพียงอย่างเดียว

เคล็ดลับการลงโฆษณาบน Google Ads

เช่นเดียวกับเครือข่ายโฆษณาอื่นๆ มีแนวทาง กลยุทธ์ และเทคนิคที่ช่วยให้โฆษณาของคุณได้ผลดีขึ้น บางอย่างอาจดูเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว แต่กลับเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้โฆษณาไม่ประสบความสำเร็จ

เคล็ดลับที่ช่วยให้ Google Ads ของคุณประสบความสำเร็จมีดังนี้:

  • ทำโฆษณาให้สอดคล้องกับหน้า Landing Page: ใช้ชุดสี ฟอนต์ และรูปแบบแบรนด์เดียวกันในโฆษณาและร้านดรอปชิป ความสอดคล้องช่วยให้ดูเป็นธุรกิจจริงและน่าเชื่อถือ
  • ใช้คีย์เวิร์ด: อย่าข้ามการเลือกคีย์เวิร์ดตอนสร้างโฆษณา Google มีตัวเลือกนี้เพื่อให้คุณจำกัดการแสดงผลไปยังคนที่สนใจสิ่งที่คุณนำเสนอ หากไม่ใช้คีย์เวิร์ด Google จะแสดงโฆษณาแทบจะสุ่ม รวมถึงให้เด็กทารกที่กำลังดูช่องเด็กบน YouTube เห็นด้วย
  • ลองใช้แคมเปญหลายประเภท: แคมเปญแรกที่ดีที่สุดที่คุณสร้างได้คือ Performance Max เพราะ AI ของ Google ล้ำหน้าพอที่จะเข้าใจว่าใครควรเห็นโฆษณาของคุณ เมื่อมีข้อมูลเพียงพอแล้ว คุณจึงสร้างโฆษณาใหม่และใช้แคมเปญประเภทอื่นได้
  • ใส่ใจตัวชี้วัดของคุณ: ตัวชี้วัดที่อธิบายไปก่อนหน้านี้คือผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของโฆษณา อย่าไขว้เขวกับข้อมูลมากมายที่นักการตลาดต่างป่าวประกาศบนโลกออนไลน์ ให้เน้นเฉพาะการแสดงผล คลิก Conversion และต้นทุนในการได้ลูกค้า

อีกสิ่งหนึ่งที่ขอแนะนำอย่างยิ่งคือเชื่อมต่อ Google Analytics (GA) เข้ากับร้านของคุณ เครื่องมือนี้ให้ข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าอย่างยิ่ง และคุณสร้างโฆษณาโดยอิงจากสถิติในรายงานได้ การใช้ Google Ads กับธุรกิจดรอปชิปมีข้อได้เปรียบสำคัญ เช่น การเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย การทดสอบข้อความทางการตลาด และการสร้างแคมเปญที่กำหนดเป้าหมายอย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยเพิ่มผู้เข้าชมและ Conversion ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำถามที่พบบ่อย: วิธีลงโฆษณา Google Ads สำหรับดรอปชิป

ได้ผลในลักษณะเดียวกับการลงโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย แต่ Google เข้าถึงผู้คนได้กว้างกว่า และมีแพลตฟอร์มให้แสดงโฆษณามากกว่า

จะลงโฆษณา Google Ads แบบเสียเงินสำหรับดรอปชิปได้อย่างไร

คุณต้องมีบัญชี Google Ads ก่อนจึงจะลงโฆษณาแบบเสียเงินได้ จากนั้นทำตามขั้นตอนที่อธิบายไว้ในบทความนี้ได้เลย

ใช้ Google Ads กับร้าน Shopify ของฉันได้ไหม

ได้แน่นอน สิ่งที่ต้องมีคือ URL ของร้าน Shopify และรูปภาพหรือวิดีโอสินค้าของคุณ

ส่งท้าย

Google Ads เป็นเครือข่ายโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วยให้คุณเข้าถึงผู้คนนับพันล้านจากทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเกมเมอร์ ผู้ชื่นชอบงานอดิเรก คนรักแฟชั่น หรือใครก็ตาม

ไม่ได้หมายความว่าโซเชียลมีเดียไม่ดี เพียงแต่โซเชียลมีเดียมีประเภทและพฤติกรรมผู้ใช้ที่เฉพาะเจาะจง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ให้แยกโฆษณาตามตลาดเป้าหมาย ค่อยๆ ลงโฆษณาและใช้เวลาปรับส่วนที่จำเป็นก่อนขยายการโฆษณาเสมอ

ลองใช้ Tradelle
ค้นหาสินค้าขายดีมาขาย วิเคราะห์คู่แข่ง และทำให้ร้านค้าของคุณทำงานอัตโนมัติ
เริ่มใช้งานฟรี

Aaron Matthew Ang

Aaron Matthew Ang
E-Commerce Writer at Tradelle
แชร์:
ลองใช้ Tradelle
ค้นหาสินค้าขายดีมาขาย วิเคราะห์คู่แข่ง และทำให้ร้านค้าของคุณทำงานอัตโนมัติ
เริ่มใช้งานฟรี

อ่านบทความยอดนิยมในวงการ E-Commerce

  • ดรอปชิปคืออะไรและเริ่มต้นอย่างไร

    ทั่วไป
    ดรอปชิปคืออะไรและเริ่มต้นอย่างไร
    ทำความเข้าใจดรอปชิปและขั้นตอนเริ่มธุรกิจออนไลน์ของคุณเอง
    อ่าน 16 นาที
  • คู่มือค้นหาสินค้าขายดีบน AliExpress

    การวิจัยสินค้า
    คู่มือค้นหาสินค้าขายดีบน AliExpress
    ค้นพบกลยุทธ์ชั้นนำในการค้นหาสินค้าที่ตลาดต้องการสูงและทำกำไรได้บน AliExpress
    อ่าน 15 นาที
  • 13 วิธีเพิ่มผู้เข้าชมร้านดรอปชิปของคุณ

    การตลาด
    13 วิธีเพิ่มผู้เข้าชมร้านดรอปชิปของคุณ
    เรียนรู้กลยุทธ์ดึงผู้เข้าชมร้านค้า พร้อมแนวทางทำโฆษณาให้ได้ผล
    อ่าน 23 นาที
  • 12 วิธีเพิ่มยอดขายบน Shopify

    การปรับปรุงร้านค้า
    12 วิธีเพิ่มยอดขายบน Shopify
    เรียนรู้หลากหลายวิธีที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้าของคุณ
    อ่าน 16 นาที

อย่าทำดรอปชิปแบบปี 2017

ลองนึกภาพว่ามีคนถามว่าคุณใช้ซัพพลายเออร์เจ้าไหน แล้วคุณต้องตอบว่าเป็นตัวแทนจัดหาสินค้าส่วนตัว หรือ AliExpress หรือเครื่องมืออัตโนมัติที่แค่ซื้อสินค้าจาก AliExpress ให้คุณ นี่ปี 2026 แล้ว ผลดีจะเกิดกับทั้งลูกค้า รายได้ และกำไรของคุณ