17 ข้อผิดพลาดในการดรอปชิปที่มือใหม่ควรหลีกเลี่ยง

เคยสงสัยไหมว่าทำไมคนทำดรอปชิปถึงล้มเหลว คุณไม่ได้สงสัยอยู่คนเดียว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันเองก็เคยทำพลาดและต้องเรียนรู้จากบทเรียนราคาแพง
อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับคุณ วันนี้ คุณจะได้เรียนรู้สองเรื่อง: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการดรอปชิปและแนวทางที่ถูกต้องในการทำธุรกิจนี้
ยังมีเรื่องอื่นอีกมากมาย ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลย
17 ข้อผิดพลาดในการดรอปชิปที่มือใหม่ควรหลีกเลี่ยง
1. เลือกตลาดเฉพาะกลุ่มผิด
คนทำดรอปชิปส่วนใหญ่เลือกตลาดเฉพาะกลุ่มที่ตัวเองชอบหรือคิดว่ารู้จักดี แต่การเลือกแบบนี้ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเสมอไป แน่นอนว่าคุณควรเลือกตลาดที่คุณสนใจจริง ๆ แต่คุณต้องพิจารณาด้วยว่าตลาดเฉพาะกลุ่มนี้มีคนซื้อหรือไม่
คุณอาจบอกว่า “สินค้าทุกอย่างมีคนซื้อทั้งนั้น!” ก็จริง แต่ตลาดนั้นใหญ่พอที่จะทำกำไรได้หรือเปล่า สิ่งสำคัญคือคุณต้องเลือกตลาดเฉพาะกลุ่มที่มี:
- ขนาดตลาดใหญ่
- กลุ่มลูกค้าที่พร้อมจ่าย
- ความต้องการอย่างต่อเนื่อง
คุณจะดรอปชิปอุปกรณ์ปลูกบอนไซก็ได้ แต่ต้องถามตัวเองว่า ในคนรู้จักทุก 100 คน มีสักกี่คนที่ชอบปลูกบอนไซ ในทางกลับกัน คน 100 คนนี้มีกี่คนที่ใส่เสื้อ
2. เลือกสินค้าผิด
คนทำดรอปชิปหลายคนไม่ศึกษาคุณลักษณะของสินค้า สุดท้ายจึงขายไม่ได้เลย การนำเข้าสินค้าเข้าร้านดรอปชิปนั้นง่ายมากและไม่มีค่าใช้จ่าย
ความง่ายของขั้นตอนนี้ทำให้คนทำดรอปชิปไม่รอบคอบ พวกเขานำเข้าสินค้าเพียงเพราะเหตุผลต่อไปนี้:
- ราคาถูก
- อัตรากำไรสูง
- รูปภาพดูดี
- จัดส่งฟรี
แม้ทั้งหมดนี้จะเป็นคุณลักษณะที่ดีของสินค้า แต่คุณต้องพิจารณาให้มากกว่านั้น สิ่งที่คุณต้องทำคือเลือกสินค้าที่มีศักยภาพขายดี สิ่งแรกที่สินค้าประเภทนี้ต้องมีคือยอดขายจริง
ใช้เครื่องมือที่บอกได้ว่าสินค้ามียอดขายหรือไม่ ตัวอย่างเครื่องมือแบบนี้คือ Tradelle ซึ่งเป็นทั้งซัพพลายเออร์และเครื่องมือสำหรับค้นคว้าและนำเข้าสินค้า

จากภาพหน้าจอจะเห็นว่า Tradelle ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการพิจารณาว่าสินค้ามีศักยภาพขายดีหรือไม่ สินค้าด้านบนใช่แน่นอน แค่ดูกราฟยอดขายก็รู้แล้ว นอกจากนี้ คุณยังดูได้ด้วยว่าต้องแข่งกับร้านค้ากี่ร้าน และประเทศไหนสนใจสินค้านี้มากที่สุด
3. ขายสินค้าหลากหลายเกินไป
การขายสินค้าหลายอย่างไม่ใช่เรื่องผิด โดยเฉพาะเมื่อคุณอยากให้ลูกค้ามีตัวเลือก แต่สิ่งนี้อาจกลายเป็นผลเสียแทนที่จะเป็นผลดี
มีเหตุผลที่เชนร้านอาหารจานด่วนไม่เพิ่มสินค้าใหม่ไปเรื่อย ๆ พวกเขาเพียงนำสินค้ามาจัดเป็นชุดเพื่อประหยัดต้นทุน และจัดการได้ง่ายกว่า ด้วยเหตุผลเดียวกัน คนทำดรอปชิปควรขายสินค้าเพียงไม่กี่อย่างก่อน แล้วค่อยขยายเมื่อธุรกิจเติบโต
คุณอาจบอกว่า “แต่ฉันไม่ได้สต็อกสินค้า เหตุผลของร้านอาหารจานด่วนก็ใช้ไม่ได้สิ” ถึงอย่างนั้นก็ยังมีส่วนที่คล้ายกัน และนี่คือข้อเสียของการมีสินค้ามากเกินไป:
- ตัวเลือกที่มากขึ้นทำให้ลูกค้าไม่ซื้อ เพราะสับสนและตัดสินใจไม่ได้
- การทำตลาดให้สินค้าหลายร้อยอย่างยากกว่าสินค้าเพียงไม่กี่อย่าง
- ร้านค้าของคุณดูรก
- สุดท้ายคุณจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้ามากเกินไปจนรับมือไม่ไหว
นอกจากเรื่องเหล่านี้ ลองนึกภาพว่าคุณมีสินค้าหลายร้อยอย่าง คุณจะรู้ว่าต้องติดต่อกับซัพพลายเออร์หลายร้อยราย คุณจะติดตามคุณภาพของสินค้าแต่ละชิ้นและความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์แต่ละรายไหวหรือ ลูกค้าคาดหวังสินค้าที่คัดมาอย่างมีทิศทางและมีคุณภาพ การขายสินค้าหลากหลายเกินไปจึงอาจส่งผลเสียได้
4. ไม่คำนวณตัวเลขทางธุรกิจ
ดรอปชิปเป็นธุรกิจและต้องใช้ทักษะคณิตศาสตร์ธุรกิจ ถ้าคุณคิดว่าแค่บวกราคาเพิ่ม $5 จากสินค้าต้นทุน $2 แล้วจะมีกำไร คุณต้องคิดใหม่
เมื่อทำดรอปชิป คุณต้องคาดการณ์ตัวเลขและเข้าใจหลักคณิตศาสตร์ธุรกิจ ตัวอย่างเช่น:
- ต้นทุนขาย หรือ COGS
- ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า
- อัตรากำไรขั้นต้น
- อัตรากำไรสุทธิ
- ลูกหนี้การค้าและเจ้าหนี้การค้า
คุณต้องคำนวณตัวเลขของธุรกิจออนไลน์ เพื่อกำหนดเป้าหมายยอดขายและรู้ว่าคุณทำกำไรได้จริงหรือไม่ คนทำดรอปชิปส่วนใหญ่ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เพราะคิดว่า Shopify ก็มีค่าใช้จ่ายแค่เดือนละ $25 แต่พอออเดอร์เข้ามามาก ๆ กลับไม่มีเงินสดสำรองจ่ายให้ออเดอร์เหล่านั้น
ในกรณีเลวร้ายที่สุด ผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินอย่าง PayPal อาจระงับเงินของคุณไว้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ไม่น้อย ถ้าคุณเจอแบบนี้ก็จะลำบากมาก
5. ออกแบบเว็บไซต์แบบมือสมัครเล่น
เว็บไซต์ที่ออกแบบไม่ดีทำให้คนไม่อยากซื้อและรู้สึกไม่น่าไว้วางใจอย่างแน่นอน ลองดูตัวอย่างนี้:

หน้าจอมีพื้นที่สีขาวมากเกินไป และรูปภาพทรงกลมก็ดูล้าสมัยแล้ว เป็นดีไซน์ที่ไม่เข้ากับยุคนี้อีกต่อไป
นี่เป็นอีกตัวอย่าง:

โลโก้ใหญ่เกินไป และเมนูสามขีดทางซ้ายก็อยู่ผิดที่ ถ้าเจ้าของร้านใช้เมนูข้อความแบบมาตรฐานเติมพื้นที่ว่างสีขาวตรงกลางด้านบนจะดีกว่า อีกอย่าง โลโก้ควรมีขนาดเล็ก ไม่ใช่ใหญ่ขนาดนี้
นี่คือองค์ประกอบการออกแบบที่คุณต้องพิจารณา:
- การนำทาง: ลูกค้าต้องเข้าถึงสิ่งที่มองหาบนหน้าเว็บได้ง่าย
- ความสม่ำเสมอ: ใช้ฟอนต์ สี และขนาดให้สม่ำเสมอ รวมถึงเส้นขอบ ระยะห่าง พื้นหลัง และองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย
- ความสมดุลของดีไซน์: ความสมดุลคือหัวใจสำคัญ ใช้ระยะห่าง ความสูงและความกว้างของคอลัมน์ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ให้เท่ากัน
หากอยากออกแบบเว็บไซต์ให้ดี ฉันแนะนำให้คุณค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณใน Google แล้วดูเว็บไซต์ที่อยู่บนสุดของผลการค้นหา ส่วนใหญ่เป็นบริษัทใหญ่ที่มีเงินทุนสนับสนุนมาก จึงมีเว็บไซต์ที่ออกแบบอย่างมืออาชีพให้คุณใช้เป็นแบบอย่างได้
6. ร่วมงานกับซัพพลายเออร์ที่ไม่เหมาะสม
คนทำดรอปชิปมักมองข้ามความสำคัญของการหาซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ เพราะไม่มีต้นทุนสต็อกสินค้า คนทำดรอปชิปจึงมักไม่แม้แต่จะซื้อสินค้าที่ตัวเองขายมาลอง ฉันแนะนำว่าอย่างน้อยควรสั่งตัวอย่างสินค้า ยอมลงทุนสักหน่อยตอนนี้ดีกว่ามาเสียใจภายหลัง
นี่คือปัญหาที่พบบ่อยจากซัพพลายเออร์:
- ส่งสินค้าผิด เช่น สีผิด ขนาดผิด
- ซัพพลายเออร์อาจใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการแพ็กสินค้าและนำไปส่งที่สำนักงานของผู้ขนส่งหรือบริษัทโลจิสติกส์
- สินค้าไม่มีคุณภาพ และต่างจากคำอธิบายบนหน้าสินค้ามาก
ซัพพลายเออร์ที่ไม่ดีจะทำลายธุรกิจดรอปชิปของคุณ คุณจะเป็นคนที่ต้องรับมือกับปัญหานี้ ลูกค้าไม่พอใจ ไม่แนะนำร้านให้เพื่อน และที่แย่ที่สุด คุณอาจได้คะแนนประเมินต่ำมากจนเลิกหวังเรื่องความภักดีของลูกค้าได้เลย
สำหรับธุรกิจออนไลน์ โดยเฉพาะ E-Commerce การสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับซัพพลายเออร์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความพึงพอใจของลูกค้าและความสำเร็จของธุรกิจ
7. จัดโปรโมชันมากเกินไป
คนทำดรอปชิปมักคิดว่าควรเสนอส่วนลดให้มากที่สุด โดยเชื่อว่าต้องมีสักโปรโมชันที่ดึงดูดให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ตัดสินใจซื้อ แนวทางการตลาดนี้มักให้ผลตรงข้าม เพราะมีข้อเสนอมากจนลูกค้ารับไม่ไหว
อีกอย่าง ถ้าฉันเป็นลูกค้า ฉันคงคิดแน่ ๆ ว่าถ้าคุณลดราคาได้มากขนาดนี้ สินค้าของคุณก็คงไม่ได้มีมูลค่าสูงอย่างที่อ้าง
ทางที่ดีกว่าเสมอคือจัดโปรโมชันทีละรายการ แล้วใช้แนวคิดความกลัวพลาดโอกาส หรือ FOMO ให้เป็นประโยชน์
การทำตลาดด้วยโปรโมชันไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ต้องทำให้ถูกวิธี ใช้เท่าที่จำเป็น และต้องทำให้ลูกค้ามีเหตุผลที่จะซื้อตอนนี้ ไม่อย่างนั้นจะเสียดายที่ไม่ได้ซื้อ
8. ไม่วางกลยุทธ์การตลาด
การตลาดไม่ได้ง่ายแค่ออกโปรโมชันหรือส่วนลด และไม่ได้ง่ายแค่นำรูปภาพกับข้อความโฆษณามารวมกันแล้วเปิดแคมเปญบน Facebook คุณต้องมีกลยุทธ์ธุรกิจสำหรับร้านค้าออนไลน์ของคุณ
กลยุทธ์คือแผนการของคุณ ซึ่งสะท้อนว่าคุณเข้าใจปัญหาดีแค่ไหนและตั้งใจจะแก้อย่างไร
เริ่มต้นด้วยการ:
- ทำความเข้าใจปัญหาที่คุณต้องการแก้
- สร้างภาพจำลองลูกค้าเป้าหมาย
- วางเส้นทางการตลาดตั้งแต่เริ่มรู้จักธุรกิจจนตัดสินใจซื้อ
ก่อนเปิดแคมเปญโฆษณา คุณต้องวางแผนสำหรับทั้งสามข้อนี้ ไม่อย่างนั้นก็จะเสียเงินเปล่าและทำให้ Mark Zuckerberg รวยขึ้น
หัวใจสำคัญคือการเรียนรู้การเขียนข้อความเพื่อขาย บน YouTube มีข้อมูลเรื่องนี้มากมาย และยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่สอนวิธีเป็นนักขายออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ
การเขียนข้อความเพื่อขายอาจฟังดูเป็นศัพท์ฮิตและดูน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นเพียงศิลปะการโน้มน้าวใจ คุณต้องเขียนโดยมีเป้าหมายเพื่อโน้มน้าวให้ผู้อ่านลงมือทำ นอกจากนี้ การใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การตลาด เพื่อเข้าถึงผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มการมองเห็นธุรกิจของคุณบนโลกออนไลน์
9. ลงมือทำทุกอย่างเอง
การลงมือทำเองเป็นวิธีที่มีต้นทุนสูง ถ้าคุณคิดว่าการประหยัดเงินเดือนละ $25 เป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยม คุณต้องคิดใหม่
คนทำดรอปชิปไม่อยากเสียเงิน ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่ค่าใช้จ่ายทางธุรกิจมีทั้งที่คุ้มค่าและไม่คุ้มค่า การลงมือทำทุกอย่างเองกินเวลาของคุณไปมาก จนคุณไม่มีเวลาทำตลาดให้สินค้า
การจ่ายเงินดีกว่าการลงมือทำทุกอย่างเอง เช่น ใช้ Tradelle ค้นหาสินค้าที่มีศักยภาพขายดีและจ่ายเดือนละ $29.99 ย่อมดีกว่าใช้เวลาหลายสัปดาห์ทำสิ่งเดียวกันด้วยตัวเอง ลองคิดดูว่า $29.99 เท่ากับ Starbucks แค่ห้าแก้ว ซึ่งฉันมั่นใจว่าคุณยอมงดเพื่อธุรกิจของคุณได้ ใช่ไหม
เครื่องมืออย่าง Tradelle ช่วยให้คุณทำหลายอย่างได้โดยอัตโนมัติ และยังลดเวลาค้นคว้าจากหลายชั่วโมงหรือหลายวันเหลือเพียงไม่กี่นาที
10. ยอมแพ้เร็วเกินไป
คนทำดรอปชิปมักลองทำอยู่สามเดือน พอขายไม่ได้ก็ยอมแพ้ คุณรู้ไหมว่า Amazon ใช้เวลาถึงเก้าปีกว่าจะทำกำไรได้?
ดรอปชิปก็เหมือนกัน เพราะเป็นธุรกิจ ข่าวดีคือคุณไม่ต้องใช้เงินหลายล้านดอลลาร์ในการทำดรอปชิป สิ่งที่คุณต้องมีคือความอดทนและวิธีทำการตลาดที่เหมาะสม
ถ้าไม่มีงบลงโฆษณา ให้ทำตลาดสินค้าผ่านบล็อก คุณมีเวลาเหลือเฟือที่จะเขียนบทความบล็อก ถ้าไม่มีเวลา ให้จ้างนักเขียนมาเขียนในนามคุณ ถ้าไม่มีงบจ้างนักเขียน ก็ใช้ AI อย่าง ChatGPT เขียนบทความให้
ประเด็นคืออย่ายอมแพ้ง่าย ๆ ดรอปชิปเป็นการแข่งขันระยะยาวที่วัดความอดทน คนที่ยังยืนหยัดอยู่เท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะ
11. ไม่เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เคยเป็นแฟชั่นอาจไม่มีใครอยากได้อีกแล้ว กลยุทธ์ที่เคยยอดเยี่ยมอาจใช้ไม่ได้ในวันนี้ กลุ่มผู้ใช้บน Facebook อาจย้ายไป TikTok แล้ว โลกมีเรื่องมากมายเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อยู่เสมอ รู้ให้เร็วและปรับธุรกิจให้สอดคล้อง ติดตามข่าวสารในวงการดรอปชิปด้วยการ:
- ติดตามช่อง YouTube
- สมัครรับข่าวสารทางอีเมล
- เข้าร่วมเว็บบอร์ด
- ถามคำถามทางออนไลน์
สิ่งที่คุณเรียนจากคอร์สออนไลน์ช่วยวางพื้นฐานได้ดีมาก แต่ยังไม่เพียงพอ ตลาดมีขึ้นมีลงและเปลี่ยนทิศทางอยู่เรื่อย ๆ วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาความทันสมัยคือการติดตามเทรนด์ให้ทัน
ฉันไม่ได้บอกให้คุณทำตามทุกเทรนด์ เลือกสิ่งที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ ประเมินเสมอว่าหากนำการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมาใช้ จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจหรือไม่
12. ไม่ทำอย่างจริงจังเหมือนเป็นธุรกิจ
ดรอปชิปเป็นธุรกิจจริง ๆ และคุณจะเจอความท้าทายหลายอย่างเช่นเดียวกับผู้ค้าปลีกทั่วไป เตรียมพร้อมเผชิญหน้าและจัดการปัญหา อย่าเพิกเฉย แล้วการที่คนทำดรอปชิปไม่ทำอย่างจริงจังเหมือนเป็นธุรกิจหมายถึงอะไร
ตัวอย่างเช่น:
- ไม่วิเคราะห์สถิติของตัวเอง
- ไม่กำหนดมาตรฐาน หรือไม่รักษามาตรฐานให้สูง
- ไม่มีรายการตรวจสอบงานที่ต้องทำในแต่ละวัน
- ไม่บริหารเงิน
ถ้าคุณเคยทำงานในสำนักงานหรือสถานที่ทำงานจริง คุณคงรู้ว่าพนักงานแต่ละคนมีหน้าที่ของตัวเอง นักวิเคราะห์ต้องวิเคราะห์ ผู้จัดการต้องบริหาร และคนดูแลสถานที่ต้องทำความสะอาดและซ่อมสิ่งต่าง ๆ
เมื่อทำดรอปชิป คุณต้องรับบทบาททั้งหมดนี้ คุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่ทำงานคนเดียวและต้องทำหน้าที่หลายอย่างจนบางครั้งอาจรับมือไม่ไหว แต่นี่คือวิธีดำเนินธุรกิจ E-Commerce และเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโต การทำธุรกิจ E-Commerce มีความท้าทายและความรับผิดชอบเฉพาะตัว
13. แข่งกันที่ราคา (อย่าตั้งราคาสินค้าต่ำเกินไป)
การตัดราคาเป็นข้อผิดพลาด เพราะแนวทางนี้ไม่เหมาะกับสถานการณ์ของคุณในฐานะคนทำดรอปชิป อาจใช้ได้เฉพาะเมื่อคุณดรอปชิปบน Amazon หรือ eBay
บน Amazon ภาพตัวอย่างสินค้าของคุณอยู่ติดกับของคู่แข่ง สินค้าคุณราคา $49.99 ส่วนของคู่แข่งราคา $39.99 ลูกค้าก็จะไม่คลิกภาพสินค้าของคุณ
คุณน่าจะทำดรอปชิปผ่านร้าน Shopify หรือ WooCommerce ของตัวเองอยู่ จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องตัดราคา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการใช้ข้อความขายที่ดี
คุณอาจถามว่า “แล้วถ้าลูกค้าค้นคีย์เวิร์ดเดียวกันบน Amazon ล่ะ” โอกาสที่ลูกค้าคนนั้นจะเจอสินค้าเหมือนของคุณมีน้อย ดูแลร้านของคุณให้เป็นร้านที่พิเศษ แล้วลูกค้าก็จะมองร้านของคุณแบบนั้นเช่นกัน
14. ใช้เวลาเลือกสินค้ามากเกินไป
แม้การค้นคว้าอย่างละเอียดจะสำคัญ แต่คุณอาจเสียเวลาหลายชั่วโมงหาสินค้าที่มีศักยภาพขายดี จนสุดท้ายร้านไม่คืบหน้า แม้การวิเคราะห์จะเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ แต่การคิดมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียได้
ในทางธุรกิจมีภาวะที่เรียกว่าคิดวิเคราะห์มากจนไม่ลงมือทำ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคุณคิดมากเกินไปจนไม่ได้ทำอะไร หยุดคิดมากแล้วลงมือทำเลย
ตัวช่วยคือเครื่องมือที่ให้ข้อมูลเชิงลึกที่คุณต้องการ เช่น Tradelle ก่อนหน้านี้คุณได้เห็นแล้วว่าเครื่องมือให้ข้อมูลได้ละเอียดแค่ไหน เมื่อมีข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้น คุณก็ตัดสินใจได้ง่ายโดยไม่ต้องเสียเวลาค้นคว้าตลาดนับไม่ถ้วน
ขั้นต่อไปคือซื้อสินค้านั้นจากซัพพลายเออร์ เพื่อดูว่าแพ็กและจัดส่งเร็วแค่ไหน รวมทั้งตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ขาย การลงมือทำย่อมดีกว่าการอยู่นิ่งเสมอ
15. มองข้ามรีวิวและความคิดเห็นของลูกค้า

เวลาคุณหาสินค้า โดยทั่วไปถือว่าสินค้าเหล่านั้นมีรีวิวอยู่แล้ว ใช้ข้อมูลนี้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างรอบคอบ
ถ้าซัพพลายเออร์ของคุณอยู่บน AliExpress ก็ถือว่าโชคดี เพราะมีรีวิวจากลูกค้าให้อ่านมากมาย ถ้าไม่ได้อยู่บน AliExpress คุณก็เข้าไปอ่านรีวิวที่ร้านของซัพพลายเออร์ในมาร์เก็ตเพลสอื่นได้เสมอ
ข้อควรระวังคือรีวิวอาจเป็นของปลอม ถ้ารีวิวเชิงบวกไม่มีข้อความ หรือมีเพียงข้อความสั้น ๆ เช่น “ดีมาก” “ยอดเยี่ยม” “สุดยอด” คุณก็มีเหตุผลที่จะสงสัยว่ารีวิวเหล่านี้เป็นของปลอม
บางครั้งการอ่านรีวิวเชิงลบก็มีประโยชน์กว่า ลองดูตัวอย่างนี้:

สินค้านี้ได้คะแนน 4.7 จากห้าดาว แต่ถ้าเราดูรีวิวเชิงลบ นี่คือสิ่งที่พบ:

จะเห็นว่ามีปัญหาหลายอย่าง ซัพพลายเออร์ส่งสินค้าผิด การจัดส่งก็มีปัญหา และรูปสินค้าทำให้เข้าใจผิด คุณอยากร่วมงานกับซัพพลายเออร์แบบนี้ไหม ฉันคิดว่าคงไม่ นอกจากนี้ การจัดการค่าจัดส่งอย่างมีประสิทธิภาพสำคัญอย่างยิ่งต่อความพึงพอใจของลูกค้า เพราะค่าจัดส่งที่ไม่คาดคิดหรือสูงเกินไปอาจทำให้เกิดรีวิวเชิงลบและกระทบชื่อเสียงธุรกิจ
16. คาดหวังเกินความเป็นจริง
ดรอปชิปไม่ใช่ทางลัดรวยเร็ว ถ้าต้องการผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว ธุรกิจนี้ไม่เหมาะกับคุณ ดรอปชิปเป็นเรื่องยากและเป็นโมเดลธุรกิจที่ต้องใช้ทักษะหลายด้าน
นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับเกี่ยวกับดรอปชิป:
- คุณกำลังแข่งขันกับคนหลายพันคน
- คุณกำลังแข่งขันกับ Amazon และ Walmart
- คุณจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่มีทักษะที่เหมาะสม
หลายครั้งที่คนคิดว่าดรอปชิปเป็นเพียงการคลิกปุ่มและอัปโหลดรูปสินค้าแล้วก็จบ แต่ความจริงมีมากกว่านั้น ถ้าคุณไม่รู้ว่าการตลาดทำงานอย่างไร คุณจะล้มเหลว ถ้าคุณไม่รู้วิธีเลือกสินค้าที่มีศักยภาพขายดี คุณจะล้มเหลว
ดรอปชิปเหมือนธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยคนหลายคนซึ่งมีทักษะต่างกันจึงจะสำเร็จ ความแตกต่างที่สำคัญคืออะไร ในธุรกิจดรอปชิป คุณทำงานคนเดียวได้
17. ไม่รู้จักกลุ่มเป้าหมาย
สุดท้าย คนทำดรอปชิปหลายคนดูเหมือนไม่ใส่ใจที่จะรู้จักฐานลูกค้าของตัวเองอย่างแท้จริง ถ้าคุณบอกว่า “ลูกค้าของฉันคือผู้ชาย” คุณก็พลาดตั้งแต่พื้นฐานแล้ว
ตลาดเป้าหมายไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ตลาดคือผู้ชาย ส่วนกลุ่มเป้าหมายต้องเฉพาะเจาะจงกว่านั้น
นี่คือตัวอย่างกลุ่มเป้าหมาย:
- ผู้ชายที่ชอบบาสเกตบอลและมี LeBron James เป็นไอดอล
- ผู้ชายกลุ่มนี้มีงานทำและมีรายได้ปีละ $30,000
- พวกเขาชอบไปปาร์ตี้และสะสมรองเท้าผ้าใบ
- ผู้ชายกลุ่มนี้อาจมีลูกวัยรุ่นที่ชอบบาสเกตบอลพอ ๆ กับตัวเอง
- ผู้ชายกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา
เห็นความแตกต่างไหม ถ้าคุณมีคำอธิบายกลุ่มเป้าหมายแบบนี้ การเขียนข้อความโฆษณาจะง่ายขึ้นมาก เพราะคุณกำลังมุ่งเป้าไปที่คนประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งก็คือลูกค้าในอุดมคติ การเข้าใจกลุ่มเป้าหมายเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างร้านค้าออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ เพราะส่งผลโดยตรงต่อกลยุทธ์การตลาดและสินค้าที่คุณนำเสนอ
4 แนวทางที่ดีในการหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดจากการดรอปชิป
เพื่อให้เริ่มต้นอย่างถูกต้องและเดินมาถูกทางในการทำดรอปชิป ฉันมีรายการคำแนะนำง่าย ๆ ดังนี้
ได้แก่:
- เรียนคอร์สออนไลน์
- วางแผน
- ดูวิดีโอเพื่อเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
- ศึกษาคณิตศาสตร์ธุรกิจ
มาดูทีละข้อกัน
1. เรียนคอร์สออนไลน์
เรียนคอร์สหรือ ต้องเสียเงินไหม จริง ๆ แล้วคุณไม่ต้องเสียเงิน มีคอร์สออนไลน์เรื่องดรอปชิปให้เรียนฟรีมากมาย และการเรียนคอร์สก็ดีกว่าค่อย ๆ เรียนรู้ทีละเรื่องระหว่างลงมือทำ YouTube เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
คอร์สดรอปชิปไม่ว่าจะฟรีหรือเสียเงิน ล้วนผ่านการออกแบบอย่างรอบคอบจากผู้สร้างคอร์ส ครอบคลุมทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เป็นขั้นตอน จึงช่วยให้คุณเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดของการดรอปชิป
คนทำดรอปชิปบางคนเปิดร้านเพราะดูวิดีโอสอนสร้างร้านและนำเข้าสินค้า แต่วิดีโอนั้นไม่ได้ครอบคลุมเรื่อง:
- กลยุทธ์การตลาด
- วิธีหาสินค้าที่มีศักยภาพขายดี
- แหล่งที่ดีที่สุดในการหาซัพพลายเออร์
- วิธีสร้างโฆษณาบน Facebook, Instagram และแพลตฟอร์มอื่น ๆ
ถ้าไม่เรียนคอร์ส คุณก็จะทำทุกขั้นตอนแบบลองผิดลองถูกจนรับมือไม่ไหว แล้วเลิกไปหลังจากล้มเหลว คอร์สจัดเนื้อหาไว้อย่างเป็นระบบและเตรียมความพร้อมทางความคิดและอารมณ์ให้คุณเผชิญความท้าทายข้างหน้า
2. วางแผน
อย่าเริ่มดรอปชิปโดยไม่มีแผน แผนนี้ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่รายการงานง่าย ๆ ก็พอ ใช้รายการนี้ตรวจสอบว่าธุรกิจของคุณคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว
นี่คือตัวอย่าง:

นี่คือแผนสำหรับร้าน WooCommerce คุณใช้เทมเพลตคล้ายกันนี้และเพิ่มรายละเอียดตามที่ต้องการได้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณควรเรียนคอร์ส ระหว่างเรียนคอร์สออนไลน์ ให้จดสิ่งที่ต้องทำทีละขั้นตอนแล้วลงมือทำตาม
3. ดูวิดีโอเพื่อเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
YouTube มีวิดีโอมากมายที่ช่วยแก้ปัญหาระหว่างทำดรอปชิป เช่น ถ้าคุณเห็นฟีเจอร์บนเว็บไซต์ที่อยากนำมาใช้กับร้านของตัวเอง ก็หาวิธีทำบน YouTube ได้เสมอ
นี่คือประเภทวิดีโอที่คุณควรดูเป็นประจำ:
- การปรับเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหา และข้อมูลอัปเดตจาก Google เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของระบบค้นหา
- ข้อมูลอัปเดตของ Shopify รวมถึงปลั๊กอินหรือแอปใหม่ ๆ ที่คุณใช้ได้
- วิธีทำการตลาด กลยุทธ์ และเทรนด์
ดรอปชิปเป็นธุรกิจจริงจัง จึงต้องเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อผู้คนเปลี่ยน ความคาดหวังและมาตรฐานก็เปลี่ยนตาม คุณต้องตามความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ทันหากต้องการประสบความสำเร็จในระยะยาว
4. ศึกษาคณิตศาสตร์ธุรกิจ
สุดท้าย คุณต้องเรียนรู้คณิตศาสตร์ธุรกิจและวิธีใช้สูตรคำนวณต่าง ๆ เมื่อทำไปเรื่อย ๆ คุณจะเข้าใจทั้งหมดนี้ และเห็นว่าแนวคิดกับหลักการเหล่านี้สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร
ตัวอย่างเช่น:
- คุณใช้เงิน $100 ลงโฆษณา Facebook
- โฆษณาแสดงผล 10,000 ครั้ง
- อัตราการคลิก (CTR) ของคุณคือ 1%
- อัตราการซื้อของคุณคือ 15%
คุณอาจคิดว่ายอดเยี่ยมแล้ว เพราะอัตราการซื้อเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่เพียง 3% แต่ถ้าคำนวณต่อ คุณจะเข้าใจว่าทำไมผลลัพธ์นี้ถึงไม่ดี จากการแสดงผล 10,000 ครั้ง มีคนคลิก 100 คน (อัตราการคลิก 1%)
จากคนที่คลิก 100 คน มี 15 คนซื้อสินค้า คุณได้กำไร $10 ต่อรายการ รวมแล้วมีกำไรขั้นต้น $150
คุณใช้เงิน $100 ไปกับโฆษณา Facebook ตอนนี้จึงเหลือกำไรสุทธิ $50 ฟังดูดี แต่ยังมีสิ่งที่เรียกว่าต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า (CAC) ในตัวอย่างนี้ คุณใช้เงิน $100 เพื่อให้ได้ลูกค้า 15 คน ดังนั้น CAC ของคุณคือ $100 / 15 = $6.67 ต่อลูกค้าหนึ่งคน
ถ้ากำไรของคุณคือ $10 และ CAC คือ $6.67 เท่ากับว่าคุณใช้กำไรถึง 66.67% ไปกับการหาลูกค้าแล้ว ซึ่งแพงมาก เรียนรู้คณิตศาสตร์ธุรกิจให้เข้าใจ แล้วสิ่งนี้จะช่วยคุณจากการขาดทุนและล้มละลาย
ข้อคิดส่งท้าย
จากนี้ควรทำอะไรต่อ ถ้ายังไม่ได้เริ่ม ให้จำรายการนี้ไว้ และเมื่อเริ่มสร้างร้านดรอปชิป ให้ตรวจสอบว่าคุณกำลังทำข้อผิดพลาดเหล่านี้หรือไม่ อีกอย่างที่ฉันแนะนำคือให้ลองดู Tradelle: สมัครบัญชีฟรี แล้วดูด้วยตัวเองว่าจะช่วยเปลี่ยนธุรกิจดรอปชิปของคุณได้มากแค่ไหน!





