10 วิธีเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้าในร้านค้า Shopify

คุณมีร้านค้าที่ดูดีแต่กลับขายไม่ได้ หากคุณกำลังเจอสถานการณ์นี้ คุณไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว และแน่นอนว่าต้องมีสาเหตุที่ร้านค้าออนไลน์ของคุณเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้าไม่ได้ ซึ่งต้องเป็นเพราะหน้าสินค้าของคุณ
ในบทความนี้ เราจะพาคุณดูว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้าในร้านค้า Shopify ของคุณ คุณจะได้เรียนรู้เรื่องต่อไปนี้:
- 10 วิธีที่จะช่วยเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้าของคุณ
- เนื้อหาสำคัญที่หน้าสินค้าควรมี
เมื่ออ่านจบ เรามั่นใจว่าคุณน่าจะปรับปรุงหน้าสินค้าและเห็นยอดขายเพิ่มขึ้นได้สำเร็จ
หน้าสินค้าควรมีเนื้อหาพื้นฐานอะไรบ้าง
ก่อนจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับเทคนิคเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้า Shopify เราต้องดูองค์ประกอบพื้นฐานของหน้าสินค้ากันก่อน คุณอาจมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ขายแบบดรอปชิปและผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซจำนวนมากยังมีองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อบน Shopify ไม่ครบ
1. ชื่อสินค้า
หัวข้อของสินค้าก็คือชื่อสินค้า แม้ว่าผู้ขายทุกรายจะมีชื่อสินค้า แต่สิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์แตกต่างกันมากคือวิธีเขียนชื่อ
ลองเปรียบเทียบชื่อสองแบบนี้:
- รองเท้าผ้าใบพื้นยางสีแดง
- รองเท้าผ้าใบพื้นยางสีแดงสำหรับบาสเกตบอล เทนนิส ฟุตบอล และกีฬาอื่นๆ
ชื่อแบบที่สองมีแนวโน้มให้ผลลัพธ์ดีกว่าด้วยเหตุผลสองข้อ: การปรับให้เหมาะกับเครื่องมือค้นหาและการรับรู้ของผู้บริโภค หากใช้ชื่อสินค้าแบบที่สอง ลิงก์ของคุณมีแนวโน้มปรากฏใน Google Search มากกว่าการใช้แค่คำว่า “รองเท้าผ้าใบพื้นยางสีแดง”
เพราะอะไร เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าคนที่ค้นหาจะใช้คำว่าบาสเกตบอล เทนนิส หรือฟุตบอลในคำค้นหรือไม่
เมื่อมีคนเข้ามาที่หน้าสินค้าของคุณ คำว่า “รองเท้าผ้าใบพื้นยางสีแดง” อาจไม่ได้เชื่อมโยงกับจุดประสงค์ของเขามากนัก แต่คำอย่างบาสเกตบอลอาจทำให้เขาคิดว่า “ฉันเล่นบาสเกตบอล” หรือ “ลูกชายฉันเล่นบาสเกตบอล” ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณก็กำลังให้เหตุผลที่ดีขึ้นในการพิจารณาซื้อสินค้าที่คุณเสนอ
2. ภาพสินค้าคุณภาพสูงช่วยเพิ่มอัตราการซื้อบนเว็บไซต์ได้อย่างมาก
ให้มองภาพสินค้าเป็นพื้นที่จัดแสดงของร้าน เหมือนร้านค้าจริงที่นำสินค้าที่ดีที่สุดใส่ตู้กระจก หรือวางรองเท้าโชว์บนชั้น

ในร้านค้าจริง เราหยิบรองเท้าขึ้นมาดูได้ แต่บนโลกออนไลน์ทำแบบนั้นไม่ได้ คุณจึงต้องแสดงสินค้าแต่ละมุมด้วยภาพแยกกัน
ภาพสินค้าที่ดีควรมีลักษณะดังนี้:
- คมชัดและมีความละเอียดสูง
- แสดงแต่ละมุมด้วยภาพขนาดใหญ่
- จัดสินค้าให้อยู่กึ่งกลางภาพ
- ใช้สีสว่างและตัดกันชัดเจน
- ใช้พื้นหลังสีขาวหรือสีพื้นจะเหมาะที่สุด
คุณขอภาพสินค้าได้จากซัพพลายเออร์ หากมีไม่เพียงพอ ก็ขอให้ถ่ายภาพเพิ่มได้ นอกจากนี้ คุณยังจ้างคนผ่านช่องทางออนไลน์ให้ช่วยแต่งภาพให้คมชัดและดูเป็นมืออาชีพขึ้นได้ Flair.ai เป็นเครื่องมือฟรีที่ดีมากสำหรับสร้างภาพสินค้าให้ดูดีขึ้น
3. คำอธิบายสินค้าที่ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อ
คุณต้องกำหนดรูปแบบคำอธิบายสินค้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดย ควรมีย่อหน้าเปิดเรื่อง สำหรับสินค้าแต่ละรายการ ย่อหน้าเปิดเรื่องนี้คือข้อความเสนอขายที่บอกผู้บริโภคว่าทำไมจึงควรซื้อสินค้านี้
ส่วนถัดมาคือรายการคุณสมบัติและประโยชน์แบบหัวข้อย่อย ใช้ส่วนนี้อธิบายสั้นๆ ว่าอะไรทำให้สินค้าของคุณแตกต่าง
จากนั้นต้องมีข้อความกระตุ้นให้ลงมือทำ โดยอาจชวนผู้บริโภคให้เพิ่มสินค้าลงตะกร้าทันที หรือบอกข้อเสนออื่นที่คุณมี เช่น ชุดสินค้า ส่วนลด และอื่นๆ
คุณสร้างคำอธิบายสินค้าที่ใช้ได้ดีด้วย WriteSonic หรือใช้ ChatGPT หากคุณรู้วิธีใช้อย่างเหมาะสม หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ อ่านบทความของเราเรื่อง วิธีเขียนคำอธิบายสินค้า ที่ช่วยสร้างยอดขายได้เลย
4. ราคาสินค้า
ราคาสินค้าต้องมีขนาดใหญ่และมองเห็นได้ง่ายบนหน้าจอ สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ราคาต้องอยู่ด้านซ้ายหรือขวาของภาพและอยู่ใต้ชื่อสินค้า ส่วนผู้ใช้มือถือ ต้องแน่ใจว่าราคาอยู่ใต้หรือเหนือภาพสินค้า
ผู้บริโภคไม่ควรต้องเสียเวลาค้นหาราคา ราคาต้องอยู่ในจุดที่มองเห็นได้ง่าย เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจ หากคุณจัดโปรโมชันลดราคา ให้แสดงราคาตัวใหญ่ขึ้นหรือใส่ไว้ในภาพเพื่อให้เห็นง่าย และอย่าลืมเน้นส่วนลดราคาให้ชัดเจนด้วย
5. ใช้รีวิวสินค้าเพื่อเพิ่มอัตราการซื้อ
รีวิวสินค้าช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ร้านค้า หากไม่มีรีวิว ผู้บริโภคจะลังเลอย่างแน่นอน หากคุณยังไม่มีรีวิวสินค้า มีหลายวิธีที่จะหารีวิวมาได้ ซึ่งเราจะพูดถึงในส่วนถัดไป นี่เป็นวิธีที่ดีมากในการเพิ่มอัตราการซื้อในร้านค้า Shopify ของคุณ
10 วิธีเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้าสำหรับร้านค้า Shopify ของคุณ
1. ภาพที่ดึงดูดใจและดูเป็นมืออาชีพ

สิ่งแรกที่ลูกค้าเห็นในร้านของคุณคือภาพสินค้า คุณจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำเสนอสินค้าให้ดูดีที่สุด
เคล็ดลับในการสร้างภาพที่ดึงดูดใจมีดังนี้:
- แสดงสินค้าหลายด้านและหลายมุม ใช้ภาพหลายภาพที่แสดงสินค้าจากมุมต่างๆ โดยเฉพาะของเล่นและอุปกรณ์แก็ดเจ็ต
- ใช้พื้นหลังแบบเดียวกัน ในฐานะผู้ขายแบบดรอปชิป คุณต้องทำให้ภาพสินค้าทั้งหมดมีรูปแบบสอดคล้องกัน เพื่อให้ร้านดูเป็นระเบียบและเป็นมืออาชีพ
- หลีกเลี่ยงโทนมืด เราแนะนำพื้นหลังและโทนสีมืดเฉพาะสินค้าที่มีลักษณะเข้ากัน เช่น สินค้าแนวสยองขวัญ คุณใช้โทนมืดกับสินค้ากาแฟและช็อกโกแลต รวมถึงอุปกรณ์สำหรับมืออาชีพอย่างโดรนและอุปกรณ์เสริมกล้องได้เช่นกัน แต่ไม่ควรใช้กับสินค้าอื่น ภาพของคุณควรมีสีสันสดใสให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
- ใช้อินโฟกราฟิก สละเวลาสร้างอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับสินค้าของคุณ เช่น หากขายเครื่องปิ้งขนมปัง ให้ใช้เครื่องมืออย่าง Canva วาดเส้นชี้ไปยังส่วนที่มีคุณสมบัติต่างๆ แล้วพิมพ์ข้อความสรุปคุณสมบัตินั้น โดยทั่วไปเป็นที่ยอมรับว่าอินโฟกราฟิกช่วยเพิ่มอัตราการซื้อบน Shopify ได้
- แสดงการใช้งานในชีวิตประจำวัน ใช้ภาพที่มีคนกำลังใช้สินค้า หากคุณขายแก้วกาแฟ ให้แสดงภาพคนถือแก้วนั้น นักช้อปตอบสนองต่อภาพแบบนี้ได้ดีกว่า เพราะจินตนาการว่าตัวเองกำลังใช้สินค้าได้
บางครั้งซัพพลายเออร์อาจไม่มีภาพที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะเลือกทำอย่างไร อย่าคัดลอกภาพจากผู้ขายรายอื่น เพราะเป็นการผิดจริยธรรมและอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายมากมาย
2. วิดีโอและภาพเคลื่อนไหว GIF

วิดีโอดึงดูดความสนใจได้มากกว่าและอธิบายสินค้าได้ดีกว่า อีกทั้งยังช่วยให้คุณสร้างบุคลิกให้สินค้าได้ สินค้าจึงน่าสนใจมากขึ้นสำหรับผู้ที่อาจเป็นลูกค้า ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการซื้อได้อย่างมาก
เคล็ดลับในการทำวิดีโอสินค้ามีดังนี้:
- แสดงการใช้งานสินค้า เช่นเดียวกับภาพนิ่ง ไม่มีอะไรดีไปกว่าการแสดงสินค้าในขณะใช้งานผ่านวิดีโอ สาธิตว่าสินค้าทำอะไรได้บ้าง ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ให้แสดงการใช้งานแบบเกินจริง นี่คือเหตุผลที่โฆษณาทีวีจำนวนมากแสดงสินค้าในสภาวะสุดขั้ว เพราะต้องการพิสูจน์ว่าสินค้าทนทานและรับมือกับการใช้งานหนักได้
- แสดงหรืออธิบายคุณสมบัติและประโยชน์ ภาพด้านบนมาจากวิดีโอที่เราจับภาพหน้าจอไว้ หากเล่นวิดีโอ คุณจะเห็นว่าโดรนมีแขนพับได้ มีไฟ และบินขึ้นจากมือได้ วิดีโอยังแสดงให้เห็นว่ามาพร้อมตัวควบคุมที่ติดโทรศัพท์ได้ โดยโทรศัพท์จะกลายเป็นจอแสดงภาพจากกล้องของโดรน
- ทำวิดีโอให้สั้น หากทำได้ ให้วิดีโอยาวไม่ถึงหนึ่งนาที ทำให้กระชับเพราะคนเบื่อง่าย หลีกเลี่ยงคลิปและช็อตที่ไม่จำเป็น เน้นเฉพาะสิ่งสำคัญ
- บันทึกวิดีโอแบบ Full HD อย่าถ่ายวิดีโอโฆษณาด้วยความละเอียดต่ำ ใช้อุปกรณ์ที่บันทึกวิดีโอได้อย่างน้อย 1080p เสมอ
การทำวิดีโออาจมีค่าใช้จ่ายสูง หากคุณมีสินค้าจำนวนมาก ก็ไม่จำเป็นต้องทำวิดีโอให้ทุกชิ้น สิ่งที่ทำแทนได้คือ ใช้ภาพนิ่งแล้วนำมาทำเป็นวิดีโอ คุณใช้เอฟเฟกต์เคลื่อนไหวเข้าและออกได้หลายแบบเพื่อให้สินค้าเคลื่อนเข้ามาในภาพและออกจากภาพ
หากใช้ภาพนิ่ง อย่าลืมเน้นประโยชน์ของสินค้า คุณยังใช้ภาพนิ่งหลายภาพของสินค้าชนิดเดียวกันแต่คนละสี เพื่อแสดงว่ามีตัวเลือกหลายแบบได้ เช่น ใช้ภาพรองเท้ารุ่นเดียวกันหลายสี แล้วทำให้ภาพเหล่านั้น “บิน” เข้ามาในเฟรม
หากคุณมีวิดีโอสินค้าที่ผู้ใช้สร้างขึ้นหรือ UGC บน TikTok หรือ Instagram คุณใช้แอป ReelUp เพื่อนำวิดีโอเหล่านั้นมาแสดงบนหน้าสินค้า Shopify ได้ วิธีนี้ยังช่วยให้หน้าเว็บมีหลักฐานจากผู้ใช้ที่สร้างความน่าเชื่อถือด้วย
3. ข้อความโฆษณาที่ชวนซื้อ
ข้อความโฆษณาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของโฆษณา คุณอาจมีวิดีโอหรือภาพคุณภาพสูง แต่หากข้อความยังไม่น่าเชื่อถือพอ โฆษณาก็โน้มน้าวลูกค้าไม่ได้
เคล็ดลับในการเขียนข้อความโฆษณามีดังนี้:
- ใช้ชื่อสินค้าที่ดึงดูดใจ หัวข้อก็คือชื่อสินค้าของคุณ ต้องแน่ใจว่าชื่อบอกผู้อ่านได้ทันทีว่าสินค้าทำอะไรได้ นี่คือตัวอย่างที่ดี: “เครื่องไล่ยุงด้วยแสง UV ปกป้องเด็กจากยุง”
- แก้ปัญหา เนื้อหาข้อความต้องนำเสนอว่าสินค้าช่วยแก้หรือป้องกันปัญหาได้อย่างไร หากสินค้าของคุณเป็นเครื่องไล่ยุง เช่น แบบที่มีแสง UV ให้เน้นอธิบายว่าช่วยแก้ปัญหาอะไร คุณอาจเขียนว่า “บอกลายุงได้ตลอดไป…” จะเห็นว่าข้อความนี้ทำให้ผู้อ่านรู้ว่าเครื่องไล่ยุงช่วยแก้ปัญหายุงได้
- เน้นประโยชน์ การบอกคุณสมบัติเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรเสริมด้วยประโยชน์ที่ได้รับจริง การบอกเพียงว่าสินค้ามีแบตเตอรี่ลิเธียม 10,000 mAh ไม่ได้ช่วยสื่อความหมายมากนัก ลองเขียนว่า “ใช้งานได้นานสี่วันโดยไม่ต้องชาร์จ” เมื่อลูกค้าอ่านแบบนี้ ก็จะคิดทันทีว่าไม่ต้องชาร์จอุปกรณ์บ่อย
นอกจากนี้ ควรเขียนให้เข้าถึงอารมณ์ของผู้อ่าน ลองกระตุ้นความกลัวหรือความโลภ สำหรับสินค้าไล่ยุงของเรา คุณอาจเขียนว่า “เด็กหลายพันคนเสียชีวิตจากไข้เลือดออกทุกปี อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับลูกของคุณ” เพียงแต่ต้องมีข้อมูลสนับสนุนข้อความนี้ด้วย
4. นโยบายการจัดส่งและคืนเงินที่ชัดเจน

สิ่งหนึ่งที่ผู้ขายแบบดรอปชิปหลายรายมักหลีกเลี่ยงคือความชัดเจนเรื่องการจัดส่งและคืนเงิน โดยพยายามซ่อนข้อมูลไว้ในหน้าเฉพาะ ซึ่งเราไม่แนะนำ
ทำไมเรื่องนี้จึงจำเป็น เพราะคุณไม่ใช่ Amazon ซึ่งมีลูกค้าหลายล้านคน และลูกค้ารู้อยู่แล้วว่าจะได้รับความคุ้มครอง แต่สำหรับร้านของคุณ ผู้คนยังไม่รู้ว่าคุณมีความคุ้มครองผู้ซื้อแบบใดให้บ้าง
อย่างน้อยที่สุด คุณต้องมีข้อความด้านล่างของหน้าสินค้าเพื่อบอกลูกค้าว่าจะได้รับบริการอย่างไร คุณอาจเขียนว่า “เราดำเนินการคืนเงินภายในเจ็ดวัน โดยไม่ถามเหตุผล”
ความชัดเจนเรื่องการจัดส่งและคืนเงินมีข้อดีดังนี้:
- ลูกค้ารู้ว่าจะได้รับสินค้าเมื่อไร ลูกค้ามีแนวโน้มซื้อเมื่อรู้ว่าจะได้รับสินค้าเมื่อไร เพราะไม่ชอบรอโดยไม่รู้อะไรเลย หากคุณบอกระยะเวลาจัดส่งอย่างชัดเจน เช่น 15 วัน ลูกค้าที่ซื้อกับคุณก็จะไม่คอยสอบถามความคืบหน้า
- ลูกค้ารู้ว่าต้องจ่ายค่าจัดส่งหรือส่งฟรี หากลูกค้ารู้ว่าต้องจ่ายค่าจัดส่ง $3 และยอมรับได้ การทิ้งตะกร้าสินค้าก็จะเกิดขึ้นน้อยลง
- ลูกค้ารู้สึกว่ามี “หลักประกัน” เมื่อมีกระบวนการคืนเงิน ผู้ซื้อรู้สึกมั่นใจขึ้นเมื่อรู้ว่าขอคืนเงินได้หากเกิดปัญหา
คุณไม่จำเป็นต้องแสดงนโยบายคืนเงินทั้งหมดบนหน้าสินค้า เพียงเพิ่มข้อความสั้นๆ เช่น “อ่านนโยบายคืนเงินของเราที่นี่” แล้ว ใส่ลิงก์ไปยังหน้านโยบายคืนเงิน เพื่อให้ลูกค้าเข้าไปอ่าน
บางคนคิดว่าการบอกระยะเวลาและค่าจัดส่งอย่างชัดเจนเป็นวิธีที่ไม่ดี แต่เราไม่เห็นด้วย การโปร่งใสย่อมดีกว่าการโกหก ลูกค้าที่เห็นนโยบายการจัดส่งและคืนเงินแล้วตัดสินใจสั่งซื้อคือลูกค้าที่คุณจะไม่มีปัญหาด้วย หากคุณโกหก ภายหลังคุณจะต้องรับมือกับปัญหามากมายจากลูกค้าที่ไม่พอใจ
5. ความโปร่งใสของข้อมูลสินค้า
ความโปร่งใสของข้อมูลสินค้าคือการบอกอย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์เกี่ยวกับสิ่งที่คุณขาย โดยปกติข้อมูลเหล่านี้จะรวมอยู่ในรายการคุณสมบัติสินค้าแล้ว แต่เท่านั้นยังไม่พอ คุณมีหน้าที่บอกผู้บริโภคหากสินค้าอาจก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งใส่ไว้ในส่วน “คำเตือน” ได้
ตัวอย่างข้อมูลที่คุณระบุได้มีดังนี้:
- ส่วนผสมและสารเคมีที่ใช้ผลิตสินค้า
- แบตเตอรี่ ความเสี่ยง สารไวไฟ หรืออันตรายต่างๆ
- ผลกระทบของสินค้าต่อสิ่งแวดล้อม
- การดำเนินการด้านรีไซเคิล พลังงานที่ใช้ และประเด็นด้านความยั่งยืน
- ประเทศต้นกำเนิดสินค้า
ทำไมต้องใส่ใจเรื่องนี้ เพราะ ลูกค้ามีสิทธิ์รู้ว่ากำลังซื้ออะไร รวมถึงสินค้านั้นอาจเป็นอันตรายต่อตนเองหรือลูกอย่างไร หรือส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร
ข้อมูลความโปร่งใสของสินค้าอาจเขียนได้ยาก แต่ข้อมูลนี้ควรมีอยู่ในหน้าสินค้าของซัพพลายเออร์ หากไม่มี คุณสอบถามได้เสมอ
นอกจากนี้ ผู้คนยังเต็มใจซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ดังนั้น หากคุณขายสินค้าออนไลน์และรับสินค้าจากซัพพลายเออร์ อย่าลืมถามว่าใช้พลาสติกที่รีไซเคิลได้หรือวัสดุที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพหรือไม่
อีกอย่างที่คุณทำได้คือหาข้อความคำเตือนมาตรฐานมาใช้ เช่น หากรู้ว่าสินค้าใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ให้เขียนส่วนที่อธิบายวิธีใช้งานแบตเตอรี่ลิเธียมหรือวิธีกำจัดอย่างถูกต้อง เนื้อหาสั้นๆ ส่วนนี้จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจ เพราะรู้ว่าคุณใส่ใจสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม
สาระสำคัญคือคุณต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสินค้าให้ผู้บริโภครู้ ความโปร่งใสของข้อมูลสินค้าส่งผลดีต่อแบรนด์ได้มาก ในบางประเทศเรื่องนี้เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย จึงควรปฏิบัติตาม มิฉะนั้นคุณจะเจอปัญหาทางกฎหมาย
6. การตอบข้อกังวลของลูกค้า
นักขายที่ดีรู้ว่าผู้ซื้อมักมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ไม่อยากซื้อ หากขายแบบพบหน้ากัน เรื่องนี้ควรจัดการได้ง่าย เพราะคุณมีโอกาสตอบข้อกังวลของลูกค้า แต่ถ้าเป็นการดรอปชิปล่ะ คุณต้องตอบข้อกังวลโดยคาดการณ์ล่วงหน้า เพราะจะไม่ได้พูดคุยกับผู้บริโภคเลย
เริ่มจากเหตุผลที่ผู้ซื้อมักยกขึ้นมาบ่อยที่สุด:
- สินค้าราคาแพงเกินไป
- ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้
- ในตลาดยังมีตัวเลือกอื่น
- ตอนนี้ไม่มีงบซื้อ
แม้คุณจะใส่กล่องแชตไว้บนหน้าสินค้า ผู้ที่อาจเป็นลูกค้าก็ไม่น่าจะใช้ฟีเจอร์นี้ พวกเขาอาจไม่คิดจะถามด้วยซ้ำ คุณจึงต้องตอบข้อกังวลเหล่านี้ผ่านหน้าสินค้า
คุณทำได้ด้วยวิธีต่อไปนี้:
- สินค้าราคาแพงเกินไป แสดงการเปรียบเทียบราคาสินค้ากับผู้ขายรายอื่นให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์เห็น นอกจากนี้ คุณยังเน้นทำการตลาดด้วยคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับแทนราคาได้ ตรงนี้คือจุดที่ต้องใช้ทักษะการเขียนข้อความขาย เขียนคำอธิบายสินค้าให้ผู้อ่านรู้สึกว่าได้ข้อเสนอที่คุ้มค่า
- ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ นำเสนอสินค้าว่าช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร หรือให้เหตุผลที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีสิ่งที่คุณขาย เช่น บางคนอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้โดรนตอนนี้ แต่หากคุณแสดงประสบการณ์และความสนุกให้เห็น ก็เท่ากับให้เหตุผลในการซื้อแก่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ นั่นคือการได้สร้างประสบการณ์ที่มีความหมายร่วมกับเพื่อนหรือครอบครัว
- ในตลาดยังมีตัวเลือกอื่น เคล็ดลับคือเปรียบเทียบสินค้าของคุณกับคุณสมบัติและประโยชน์ของสินค้าอื่น คุณสร้างตารางเปรียบเทียบหรือสรุปจุดเด่นที่ทำให้สินค้าของคุณแตกต่างจากตัวเลือกอื่นได้
สุดท้าย งบประมาณอาจเป็นปัญหา ซึ่งคุณรับมือได้ด้วยการให้ส่วนลดหรือเสนอบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หากให้ส่วนลด ต้องแน่ใจว่าโปรโมชันนั้นไม่ยาวนานเกินไป กำหนดเวลาสิ้นสุดส่วนลดเพื่อกดดันให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ตัดสินใจซื้อทันที
7. การใช้รีวิวหรือคะแนนสินค้า
รีวิวและคะแนนเป็นหลักฐานสำคัญจากลูกค้าที่คุณต้องใช้เพื่อเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้า แต่เรื่องนี้อาจเป็นปัญหาหากคุณยังขายไม่ได้เลย โชคดีที่มีวิธีแสดงรีวิวโดยไม่จำเป็นต้องมาจากยอดขายของคุณเอง
แอปบางตัวในร้านค้าแอปของ Shopify ช่วยให้คุณนำเข้ารีวิวลูกค้าจากซัพพลายเออร์ได้ โดยเฉพาะหากซัพพลายเออร์เป็นผู้ขายบน AliExpress กระบวนการนี้เป็นเพียงการย้ายรีวิวจาก AliExpress มายังร้านค้าของคุณ AliReviews เป็นตัวอย่างแอปที่คุณใช้ได้ แต่ยังมีตัวเลือกอีกมากมาย
สิ่งที่คุณทำได้คือกระตุ้นให้ผู้ซื้อเขียนรีวิว เช่น เสนอส่วนลด 10% สำหรับการซื้อครั้งถัดไป หากลูกค้าเขียนบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับสินค้าที่ซื้อ วิธีนี้สร้างแรงจูงใจให้ผู้ซื้อเขียนรีวิว ซึ่งสำคัญมากเมื่อพิจารณาว่ามีผู้ซื้อเพียงส่วนน้อยที่เขียนรีวิว
จากนั้นคุณก็เริ่มสะสมรีวิวสินค้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจากเสียงของลูกค้าได้ แน่นอนว่าควรให้ส่วนลดเฉพาะรีวิวครั้งแรก เพื่อไม่ให้อัตรากำไรลดลงมากเกินไป หลักฐานจากลูกค้าช่วยเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าแลนดิ้งเพจได้อย่างมาก
8. การรับรองจากอินฟลูเอนเซอร์
อีกวิธีที่ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อแต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง คือการแสดงคำรับรองจากอินฟลูเอนเซอร์บนหน้าสินค้า บริษัทใหญ่ทำเรื่องนี้ได้ไม่มีปัญหา การเห็นภาพ LeBron บนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของ Nike ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใช่ไหม
ในฐานะผู้ขายแบบดรอปชิป คุณทำได้สองวิธี:
- จ้างอินฟลูเอนเซอร์มาเป็นแบบให้สินค้า ขอให้โพสต์บน Instagram พร้อมข้อความหรือความคิดเห็นเชิงบวก จากนั้นจับภาพหน้าจอโพสต์นั้นมาใส่บนหน้าสินค้า
- ให้สินค้าฟรีแก่อินฟลูเอนเซอร์ แล้วทำเหมือนข้อ 1 โดยไม่จ่ายเงินสด
บนหน้าสินค้า คุณต้องใส่ภาพหน้าจอนั้นไว้ทั้งในเนื้อหาคำอธิบายสินค้าและแกลเลอรีภาพสินค้าแบบเลื่อน ต้องแน่ใจว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์จะเห็นภาพนี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ เราแนะนำให้เพิ่มคำบรรยายภาพเพื่อบอกผู้อ่านว่าอินฟลูเอนเซอร์คนนี้เป็นใคร และจะหาบัญชีโซเชียลมีเดียได้อย่างไร เพียงเท่านี้ก็ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อโดยรวมบน Shopify และยังดึงผู้เข้าชมจากโพสต์ของอินฟลูเอนเซอร์มาที่ร้านค้าออนไลน์ได้มากขึ้นด้วย
การหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ยินดีทำแบบนี้ให้ร้านของคุณไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องบอกตรงนี้เลยว่าคุณจะต้องเสียเงิน แต่ควรมองในแง่บวกว่าเป็นการลงทุนสร้างความน่าเชื่อถือให้ร้านค้า
หากธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณเพิ่งเริ่มต้น เราแนะนำให้ร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์หนึ่งคน แล้วนำภาพไปใช้ในแบนเนอร์หลัก หน้าแลนดิ้งเพจ และหน้าสินค้าบางหน้า คุณตกลงกับอินฟลูเอนเซอร์ให้ถ่ายภาพหลายภาพเพื่อแสดงสินค้าต่างชนิดกันได้
เมื่อทำแบบนี้ คุณก็ไม่ต้องจ้างอินฟลูเอนเซอร์หลายคนสำหรับสินค้าต่างชนิดกัน เพียงร่วมงานกับคนเดียวและใช้ผลงานให้คุ้มค่าที่สุด เมื่อธุรกิจเติบโตและขายได้มากขึ้น คุณก็จะมีเงินเหลือสำหรับแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น
9. กลยุทธ์กระตุ้นความกลัวพลาดโอกาส: วิธีที่ดีเยี่ยมในการเพิ่มอัตราการซื้อ
เรื่องนี้มักเรียกว่า FOMO เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่คนจำนวนมากอยากมีสิ่งที่คนอื่นมี เป็นรูปแบบหนึ่งของความรู้สึกอยากมีให้ทัดเทียมคนรอบข้าง
กลยุทธ์ FOMO ที่คุณใช้ได้มีดังนี้:
- ตัวนับเวลาถอยหลัง
- สิทธิ์จัดส่งฟรีแบบจำกัด
- ส่วนลดในเวลาจำกัด
- ส่วนลดสำหรับผู้ซื้อก่อน และส่วนลดเปิดตัวสินค้าใหม่
มีแอป Shopify ที่ใช้สร้างตัวนับเวลาถอยหลังได้ โดยคุณกำหนดเวลาเอง เช่น โปรโมชันลดราคาสามวัน ทุกคนที่เข้ามาในหน้าสินค้านี้จะเห็นเวลาที่เหลือก่อนโปรโมชันสิ้นสุด ทำให้อยากซื้อทันที
ตัวนับเวลาถอยหลังบางตัวมีความสามารถซับซ้อน เช่น คุณใช้ตัวนับเวลาที่เสนอส่วนลดสำหรับสินค้าแต่ละรายการเพียง 24 ชั่วโมงได้ ตัวนับเวลาแบบนี้ตรวจจับที่อยู่ IP ได้
ดังนั้น หากลูกค้า A จากอเมริกาเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเป็นครั้งแรก ก็จะเห็นเวลานับถอยหลัง 24 ชั่วโมง เมื่อกลับมาอีกครั้งหลังผ่านไป 12 ชั่วโมง ก็จะเห็นว่าเหลือเวลาใช้ข้อเสนอเพียง 12 ชั่วโมง
ขณะเดียวกัน หากลูกค้า B จากอเมริกาหรือประเทศอื่นเข้าชมร้านหลังจากลูกค้า A ก็จะเห็นเวลา 24 ชั่วโมงเช่นกัน กล่าวคือ ตัวนับเวลานี้กำหนดเวลาแยกกันสำหรับผู้เข้าชมแต่ละคน
คุณยังไม่จำเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์นี้ตอนนี้ ใช้เวอร์ชันพื้นฐานก่อนได้ อีกทางเลือกหนึ่งคือวางแบนเนอร์ในส่วนหลักของร้านหรือบนหน้าสินค้า แต่การใส่ประกาศลดราคาทีละหน้าสินค้าเป็นงานที่น่าเบื่อและใช้เวลา
ข่าวดีคือมีแอปหลายตัวบน Shopify ที่ให้คุณสร้างแบนเนอร์เพื่อแสดงบนหน้าเว็บทั่วไปและหน้าสินค้าทั้งหมดได้ ใช้แอป Shopify เหล่านี้เพื่อกระตุ้น FOMO ในกลยุทธ์การตลาดบนหน้าสินค้า
10. ข้อเสนอที่ปฏิเสธได้ยาก
สุดท้าย สร้างข้อเสนอที่ปฏิเสธได้ยาก ส่วนลดสินค้าเป็นวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อให้ส่วนลดมาก วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือเพิ่มราคาเป็นสองเท่าของราคาที่ตั้งใจขาย แล้วลดลงครึ่งหนึ่งเพื่อให้ดูเหมือนสินค้ากำลังลดราคา 50%
สมมติว่าสินค้าที่คุณขายมีต้นทุนในจีน $25 คุณต้องการขายในราคา $50 เพื่อให้ได้กำไร $25 แทนที่จะขายที่ $50 คุณตั้งราคาไว้ $100 แล้วลดเหลือ $50 ทำให้ลูกค้าคิดว่าได้รับส่วนลด 50% ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ปฏิเสธได้ยาก
นี่เป็นวิธีที่ไม่ดีหรือไม่ ร้านใหญ่หลายแห่งทำแบบนี้ รวมถึงผู้ขายบน Amazon โดยเฉพาะช่วงลดราคา Black Friday อาจฟังดูผิดจริยธรรม แต่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดเพดานราคาที่ผู้ขายจะตั้งขายสินค้า
ตัวอย่างข้อเสนออื่นที่ปฏิเสธได้ยากมีดังนี้:
- BOGO หรือซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง
- ชุดสินค้า
- ส่วนลดสูงหรือลดราคาครั้งใหญ่
- รับประกันคืนเงิน
- ซื้อสินค้าหนึ่งชิ้นแล้วรับส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์สำหรับการซื้อครั้งถัดไป
- จัดส่งฟรี
ยังมีวิธีอื่นอีกมากมาย สิ่งหนึ่งที่เราแนะนำคือค้นหาคู่แข่ง แล้วเสนอสิ่งที่คู่แข่งไม่มี นอกจากนี้ ให้คอยดูว่าบริษัทอื่นมีข้อเสนออะไรบ้าง คุณจะได้แนวคิดโปรโมชันดีๆ มาปรับใช้กับสินค้าของคุณ พวกเขาจัดส่งฟรีหรือไม่ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของพวกเขามีหน้าตาอย่างไร ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีการแข่งขันสูง แต่การแข่งขันก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป คุณเรียนรู้จากคู่แข่งที่ประสบความสำเร็จได้มากด้วยการสังเกตและนำวิธีของพวกเขามาทำตาม
ข้อคิดส่งท้าย
ขั้นตอนต่อไปคืออะไร เราแนะนำให้คุณ กลับไปดูหน้าสินค้าและตรวจสอบว่ามีองค์ประกอบทั้งสิบข้อที่ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อเฉลี่ยครบหรือยัง หากยังไม่ครบ เราแนะนำอย่างยิ่งให้เริ่มลงมือปรับปรุง
คุณไม่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เพิ่มอัตราการซื้อครบทั้งสิบข้อ เช่น ไม่ต้องจ้างอินฟลูเอนเซอร์ให้สินค้าทุกชิ้น สิ่งสำคัญคือเริ่มลงมือทำทีละวิธีจนปรับใช้ได้มากที่สุด เจ้าของร้าน Shopify จำนวนมากพบว่าเรื่องนี้ทำได้ยาก อย่าลืมว่าการทดสอบเปรียบเทียบหลายรูปแบบและการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้บนเว็บไซต์สำคัญมากต่อการดูว่าเทคนิคเพิ่มอัตราการซื้อได้ผลหรือไม่ ใช้ Google Analytics หรือ LuckyOrange เพื่อดูข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเส้นทางของลูกค้า





