Tradelle
เข้าสู่ระบบเริ่มใช้งานฟรี
เข้าสู่ระบบ

10 วิธีเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้าในร้านค้า Shopify

อ่าน 21 นาทีเผยแพร่:
10 วิธีเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้าในร้านค้า Shopify
ลองใช้ Tradelle
ค้นหาสินค้าขายดีมาขาย วิเคราะห์คู่แข่ง และทำให้ร้านค้าของคุณทำงานอัตโนมัติ
เริ่มใช้งานฟรี

คุณมีร้านค้าที่ดูดีแต่กลับขายไม่ได้ หากคุณกำลังเจอสถานการณ์นี้ คุณไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว และแน่นอนว่าต้องมีสาเหตุที่ร้านค้าออนไลน์ของคุณเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้าไม่ได้ ซึ่งต้องเป็นเพราะหน้าสินค้าของคุณ

ในบทความนี้ เราจะพาคุณดูว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้าในร้านค้า Shopify ของคุณ คุณจะได้เรียนรู้เรื่องต่อไปนี้:

  • 10 วิธีที่จะช่วยเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้าของคุณ
  • เนื้อหาสำคัญที่หน้าสินค้าควรมี

เมื่ออ่านจบ เรามั่นใจว่าคุณน่าจะปรับปรุงหน้าสินค้าและเห็นยอดขายเพิ่มขึ้นได้สำเร็จ

หน้าสินค้าควรมีเนื้อหาพื้นฐานอะไรบ้าง

ก่อนจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับเทคนิคเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้า Shopify เราต้องดูองค์ประกอบพื้นฐานของหน้าสินค้ากันก่อน คุณอาจมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ขายแบบดรอปชิปและผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซจำนวนมากยังมีองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อบน Shopify ไม่ครบ

1. ชื่อสินค้า

หัวข้อของสินค้าก็คือชื่อสินค้า แม้ว่าผู้ขายทุกรายจะมีชื่อสินค้า แต่สิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์แตกต่างกันมากคือวิธีเขียนชื่อ

ลองเปรียบเทียบชื่อสองแบบนี้:

  • รองเท้าผ้าใบพื้นยางสีแดง
  • รองเท้าผ้าใบพื้นยางสีแดงสำหรับบาสเกตบอล เทนนิส ฟุตบอล และกีฬาอื่นๆ

ชื่อแบบที่สองมีแนวโน้มให้ผลลัพธ์ดีกว่าด้วยเหตุผลสองข้อ: การปรับให้เหมาะกับเครื่องมือค้นหาและการรับรู้ของผู้บริโภค หากใช้ชื่อสินค้าแบบที่สอง ลิงก์ของคุณมีแนวโน้มปรากฏใน Google Search มากกว่าการใช้แค่คำว่า “รองเท้าผ้าใบพื้นยางสีแดง”

เพราะอะไร เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าคนที่ค้นหาจะใช้คำว่าบาสเกตบอล เทนนิส หรือฟุตบอลในคำค้นหรือไม่

เมื่อมีคนเข้ามาที่หน้าสินค้าของคุณ คำว่า “รองเท้าผ้าใบพื้นยางสีแดง” อาจไม่ได้เชื่อมโยงกับจุดประสงค์ของเขามากนัก แต่คำอย่างบาสเกตบอลอาจทำให้เขาคิดว่า “ฉันเล่นบาสเกตบอล” หรือ “ลูกชายฉันเล่นบาสเกตบอล” ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณก็กำลังให้เหตุผลที่ดีขึ้นในการพิจารณาซื้อสินค้าที่คุณเสนอ

2. ภาพสินค้าคุณภาพสูงช่วยเพิ่มอัตราการซื้อบนเว็บไซต์ได้อย่างมาก

ให้มองภาพสินค้าเป็นพื้นที่จัดแสดงของร้าน เหมือนร้านค้าจริงที่นำสินค้าที่ดีที่สุดใส่ตู้กระจก หรือวางรองเท้าโชว์บนชั้น

A couple choosing products in a physical storeA couple choosing products in a physical store

ในร้านค้าจริง เราหยิบรองเท้าขึ้นมาดูได้ แต่บนโลกออนไลน์ทำแบบนั้นไม่ได้ คุณจึงต้องแสดงสินค้าแต่ละมุมด้วยภาพแยกกัน

ภาพสินค้าที่ดีควรมีลักษณะดังนี้:

  • คมชัดและมีความละเอียดสูง
  • แสดงแต่ละมุมด้วยภาพขนาดใหญ่
  • จัดสินค้าให้อยู่กึ่งกลางภาพ
  • ใช้สีสว่างและตัดกันชัดเจน
  • ใช้พื้นหลังสีขาวหรือสีพื้นจะเหมาะที่สุด

คุณขอภาพสินค้าได้จากซัพพลายเออร์ หากมีไม่เพียงพอ ก็ขอให้ถ่ายภาพเพิ่มได้ นอกจากนี้ คุณยังจ้างคนผ่านช่องทางออนไลน์ให้ช่วยแต่งภาพให้คมชัดและดูเป็นมืออาชีพขึ้นได้ Flair.ai เป็นเครื่องมือฟรีที่ดีมากสำหรับสร้างภาพสินค้าให้ดูดีขึ้น

3. คำอธิบายสินค้าที่ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อ

คุณต้องกำหนดรูปแบบคำอธิบายสินค้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดย ควรมีย่อหน้าเปิดเรื่อง สำหรับสินค้าแต่ละรายการ ย่อหน้าเปิดเรื่องนี้คือข้อความเสนอขายที่บอกผู้บริโภคว่าทำไมจึงควรซื้อสินค้านี้

ส่วนถัดมาคือรายการคุณสมบัติและประโยชน์แบบหัวข้อย่อย ใช้ส่วนนี้อธิบายสั้นๆ ว่าอะไรทำให้สินค้าของคุณแตกต่าง

จากนั้นต้องมีข้อความกระตุ้นให้ลงมือทำ โดยอาจชวนผู้บริโภคให้เพิ่มสินค้าลงตะกร้าทันที หรือบอกข้อเสนออื่นที่คุณมี เช่น ชุดสินค้า ส่วนลด และอื่นๆ

คุณสร้างคำอธิบายสินค้าที่ใช้ได้ดีด้วย WriteSonic หรือใช้ ChatGPT หากคุณรู้วิธีใช้อย่างเหมาะสม หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ อ่านบทความของเราเรื่อง วิธีเขียนคำอธิบายสินค้า ที่ช่วยสร้างยอดขายได้เลย

4. ราคาสินค้า

ราคาสินค้าต้องมีขนาดใหญ่และมองเห็นได้ง่ายบนหน้าจอ สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ราคาต้องอยู่ด้านซ้ายหรือขวาของภาพและอยู่ใต้ชื่อสินค้า ส่วนผู้ใช้มือถือ ต้องแน่ใจว่าราคาอยู่ใต้หรือเหนือภาพสินค้า

ผู้บริโภคไม่ควรต้องเสียเวลาค้นหาราคา ราคาต้องอยู่ในจุดที่มองเห็นได้ง่าย เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจ หากคุณจัดโปรโมชันลดราคา ให้แสดงราคาตัวใหญ่ขึ้นหรือใส่ไว้ในภาพเพื่อให้เห็นง่าย และอย่าลืมเน้นส่วนลดราคาให้ชัดเจนด้วย

5. ใช้รีวิวสินค้าเพื่อเพิ่มอัตราการซื้อ

รีวิวสินค้าช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ร้านค้า หากไม่มีรีวิว ผู้บริโภคจะลังเลอย่างแน่นอน หากคุณยังไม่มีรีวิวสินค้า มีหลายวิธีที่จะหารีวิวมาได้ ซึ่งเราจะพูดถึงในส่วนถัดไป นี่เป็นวิธีที่ดีมากในการเพิ่มอัตราการซื้อในร้านค้า Shopify ของคุณ

10 วิธีเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้าสำหรับร้านค้า Shopify ของคุณ

1. ภาพที่ดึงดูดใจและดูเป็นมืออาชีพ

Product page on AliExpress illustrating the product imageProduct page on AliExpress illustrating the product image

สิ่งแรกที่ลูกค้าเห็นในร้านของคุณคือภาพสินค้า คุณจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำเสนอสินค้าให้ดูดีที่สุด

เคล็ดลับในการสร้างภาพที่ดึงดูดใจมีดังนี้:

  • แสดงสินค้าหลายด้านและหลายมุม ใช้ภาพหลายภาพที่แสดงสินค้าจากมุมต่างๆ โดยเฉพาะของเล่นและอุปกรณ์แก็ดเจ็ต
  • ใช้พื้นหลังแบบเดียวกัน ในฐานะผู้ขายแบบดรอปชิป คุณต้องทำให้ภาพสินค้าทั้งหมดมีรูปแบบสอดคล้องกัน เพื่อให้ร้านดูเป็นระเบียบและเป็นมืออาชีพ
  • หลีกเลี่ยงโทนมืด เราแนะนำพื้นหลังและโทนสีมืดเฉพาะสินค้าที่มีลักษณะเข้ากัน เช่น สินค้าแนวสยองขวัญ คุณใช้โทนมืดกับสินค้ากาแฟและช็อกโกแลต รวมถึงอุปกรณ์สำหรับมืออาชีพอย่างโดรนและอุปกรณ์เสริมกล้องได้เช่นกัน แต่ไม่ควรใช้กับสินค้าอื่น ภาพของคุณควรมีสีสันสดใสให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
  • ใช้อินโฟกราฟิก สละเวลาสร้างอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับสินค้าของคุณ เช่น หากขายเครื่องปิ้งขนมปัง ให้ใช้เครื่องมืออย่าง Canva วาดเส้นชี้ไปยังส่วนที่มีคุณสมบัติต่างๆ แล้วพิมพ์ข้อความสรุปคุณสมบัตินั้น โดยทั่วไปเป็นที่ยอมรับว่าอินโฟกราฟิกช่วยเพิ่มอัตราการซื้อบน Shopify ได้
  • แสดงการใช้งานในชีวิตประจำวัน ใช้ภาพที่มีคนกำลังใช้สินค้า หากคุณขายแก้วกาแฟ ให้แสดงภาพคนถือแก้วนั้น นักช้อปตอบสนองต่อภาพแบบนี้ได้ดีกว่า เพราะจินตนาการว่าตัวเองกำลังใช้สินค้าได้

บางครั้งซัพพลายเออร์อาจไม่มีภาพที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะเลือกทำอย่างไร อย่าคัดลอกภาพจากผู้ขายรายอื่น เพราะเป็นการผิดจริยธรรมและอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายมากมาย

2. วิดีโอและภาพเคลื่อนไหว GIF

Product page on AliExpress illustrating the product videoProduct page on AliExpress illustrating the product video

วิดีโอดึงดูดความสนใจได้มากกว่าและอธิบายสินค้าได้ดีกว่า อีกทั้งยังช่วยให้คุณสร้างบุคลิกให้สินค้าได้ สินค้าจึงน่าสนใจมากขึ้นสำหรับผู้ที่อาจเป็นลูกค้า ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการซื้อได้อย่างมาก

เคล็ดลับในการทำวิดีโอสินค้ามีดังนี้:

  • แสดงการใช้งานสินค้า เช่นเดียวกับภาพนิ่ง ไม่มีอะไรดีไปกว่าการแสดงสินค้าในขณะใช้งานผ่านวิดีโอ สาธิตว่าสินค้าทำอะไรได้บ้าง ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ให้แสดงการใช้งานแบบเกินจริง นี่คือเหตุผลที่โฆษณาทีวีจำนวนมากแสดงสินค้าในสภาวะสุดขั้ว เพราะต้องการพิสูจน์ว่าสินค้าทนทานและรับมือกับการใช้งานหนักได้
  • แสดงหรืออธิบายคุณสมบัติและประโยชน์ ภาพด้านบนมาจากวิดีโอที่เราจับภาพหน้าจอไว้ หากเล่นวิดีโอ คุณจะเห็นว่าโดรนมีแขนพับได้ มีไฟ และบินขึ้นจากมือได้ วิดีโอยังแสดงให้เห็นว่ามาพร้อมตัวควบคุมที่ติดโทรศัพท์ได้ โดยโทรศัพท์จะกลายเป็นจอแสดงภาพจากกล้องของโดรน
  • ทำวิดีโอให้สั้น หากทำได้ ให้วิดีโอยาวไม่ถึงหนึ่งนาที ทำให้กระชับเพราะคนเบื่อง่าย หลีกเลี่ยงคลิปและช็อตที่ไม่จำเป็น เน้นเฉพาะสิ่งสำคัญ
  • บันทึกวิดีโอแบบ Full HD อย่าถ่ายวิดีโอโฆษณาด้วยความละเอียดต่ำ ใช้อุปกรณ์ที่บันทึกวิดีโอได้อย่างน้อย 1080p เสมอ

การทำวิดีโออาจมีค่าใช้จ่ายสูง หากคุณมีสินค้าจำนวนมาก ก็ไม่จำเป็นต้องทำวิดีโอให้ทุกชิ้น สิ่งที่ทำแทนได้คือ ใช้ภาพนิ่งแล้วนำมาทำเป็นวิดีโอ คุณใช้เอฟเฟกต์เคลื่อนไหวเข้าและออกได้หลายแบบเพื่อให้สินค้าเคลื่อนเข้ามาในภาพและออกจากภาพ

หากใช้ภาพนิ่ง อย่าลืมเน้นประโยชน์ของสินค้า คุณยังใช้ภาพนิ่งหลายภาพของสินค้าชนิดเดียวกันแต่คนละสี เพื่อแสดงว่ามีตัวเลือกหลายแบบได้ เช่น ใช้ภาพรองเท้ารุ่นเดียวกันหลายสี แล้วทำให้ภาพเหล่านั้น “บิน” เข้ามาในเฟรม

หากคุณมีวิดีโอสินค้าที่ผู้ใช้สร้างขึ้นหรือ UGC บน TikTok หรือ Instagram คุณใช้แอป ReelUp เพื่อนำวิดีโอเหล่านั้นมาแสดงบนหน้าสินค้า Shopify ได้ วิธีนี้ยังช่วยให้หน้าเว็บมีหลักฐานจากผู้ใช้ที่สร้างความน่าเชื่อถือด้วย

3. ข้อความโฆษณาที่ชวนซื้อ

ข้อความโฆษณาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของโฆษณา คุณอาจมีวิดีโอหรือภาพคุณภาพสูง แต่หากข้อความยังไม่น่าเชื่อถือพอ โฆษณาก็โน้มน้าวลูกค้าไม่ได้

เคล็ดลับในการเขียนข้อความโฆษณามีดังนี้:

  • ใช้ชื่อสินค้าที่ดึงดูดใจ หัวข้อก็คือชื่อสินค้าของคุณ ต้องแน่ใจว่าชื่อบอกผู้อ่านได้ทันทีว่าสินค้าทำอะไรได้ นี่คือตัวอย่างที่ดี: “เครื่องไล่ยุงด้วยแสง UV ปกป้องเด็กจากยุง
  • แก้ปัญหา เนื้อหาข้อความต้องนำเสนอว่าสินค้าช่วยแก้หรือป้องกันปัญหาได้อย่างไร หากสินค้าของคุณเป็นเครื่องไล่ยุง เช่น แบบที่มีแสง UV ให้เน้นอธิบายว่าช่วยแก้ปัญหาอะไร คุณอาจเขียนว่า “บอกลายุงได้ตลอดไป…” จะเห็นว่าข้อความนี้ทำให้ผู้อ่านรู้ว่าเครื่องไล่ยุงช่วยแก้ปัญหายุงได้
  • เน้นประโยชน์ การบอกคุณสมบัติเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรเสริมด้วยประโยชน์ที่ได้รับจริง การบอกเพียงว่าสินค้ามีแบตเตอรี่ลิเธียม 10,000 mAh ไม่ได้ช่วยสื่อความหมายมากนัก ลองเขียนว่า “ใช้งานได้นานสี่วันโดยไม่ต้องชาร์จ” เมื่อลูกค้าอ่านแบบนี้ ก็จะคิดทันทีว่าไม่ต้องชาร์จอุปกรณ์บ่อย

นอกจากนี้ ควรเขียนให้เข้าถึงอารมณ์ของผู้อ่าน ลองกระตุ้นความกลัวหรือความโลภ สำหรับสินค้าไล่ยุงของเรา คุณอาจเขียนว่า “เด็กหลายพันคนเสียชีวิตจากไข้เลือดออกทุกปี อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับลูกของคุณ” เพียงแต่ต้องมีข้อมูลสนับสนุนข้อความนี้ด้วย

4. นโยบายการจัดส่งและคืนเงินที่ชัดเจน

Product page on Shopify illustrating the importance of displaying the shipping timeProduct page on Shopify illustrating the importance of displaying the shipping time

สิ่งหนึ่งที่ผู้ขายแบบดรอปชิปหลายรายมักหลีกเลี่ยงคือความชัดเจนเรื่องการจัดส่งและคืนเงิน โดยพยายามซ่อนข้อมูลไว้ในหน้าเฉพาะ ซึ่งเราไม่แนะนำ

ทำไมเรื่องนี้จึงจำเป็น เพราะคุณไม่ใช่ Amazon ซึ่งมีลูกค้าหลายล้านคน และลูกค้ารู้อยู่แล้วว่าจะได้รับความคุ้มครอง แต่สำหรับร้านของคุณ ผู้คนยังไม่รู้ว่าคุณมีความคุ้มครองผู้ซื้อแบบใดให้บ้าง

อย่างน้อยที่สุด คุณต้องมีข้อความด้านล่างของหน้าสินค้าเพื่อบอกลูกค้าว่าจะได้รับบริการอย่างไร คุณอาจเขียนว่า “เราดำเนินการคืนเงินภายในเจ็ดวัน โดยไม่ถามเหตุผล”

ความชัดเจนเรื่องการจัดส่งและคืนเงินมีข้อดีดังนี้:

  • ลูกค้ารู้ว่าจะได้รับสินค้าเมื่อไร ลูกค้ามีแนวโน้มซื้อเมื่อรู้ว่าจะได้รับสินค้าเมื่อไร เพราะไม่ชอบรอโดยไม่รู้อะไรเลย หากคุณบอกระยะเวลาจัดส่งอย่างชัดเจน เช่น 15 วัน ลูกค้าที่ซื้อกับคุณก็จะไม่คอยสอบถามความคืบหน้า
  • ลูกค้ารู้ว่าต้องจ่ายค่าจัดส่งหรือส่งฟรี หากลูกค้ารู้ว่าต้องจ่ายค่าจัดส่ง $3 และยอมรับได้ การทิ้งตะกร้าสินค้าก็จะเกิดขึ้นน้อยลง
  • ลูกค้ารู้สึกว่ามี “หลักประกัน” เมื่อมีกระบวนการคืนเงิน ผู้ซื้อรู้สึกมั่นใจขึ้นเมื่อรู้ว่าขอคืนเงินได้หากเกิดปัญหา

คุณไม่จำเป็นต้องแสดงนโยบายคืนเงินทั้งหมดบนหน้าสินค้า เพียงเพิ่มข้อความสั้นๆ เช่น “อ่านนโยบายคืนเงินของเราที่นี่” แล้ว ใส่ลิงก์ไปยังหน้านโยบายคืนเงิน เพื่อให้ลูกค้าเข้าไปอ่าน

บางคนคิดว่าการบอกระยะเวลาและค่าจัดส่งอย่างชัดเจนเป็นวิธีที่ไม่ดี แต่เราไม่เห็นด้วย การโปร่งใสย่อมดีกว่าการโกหก ลูกค้าที่เห็นนโยบายการจัดส่งและคืนเงินแล้วตัดสินใจสั่งซื้อคือลูกค้าที่คุณจะไม่มีปัญหาด้วย หากคุณโกหก ภายหลังคุณจะต้องรับมือกับปัญหามากมายจากลูกค้าที่ไม่พอใจ

5. ความโปร่งใสของข้อมูลสินค้า

ความโปร่งใสของข้อมูลสินค้าคือการบอกอย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์เกี่ยวกับสิ่งที่คุณขาย โดยปกติข้อมูลเหล่านี้จะรวมอยู่ในรายการคุณสมบัติสินค้าแล้ว แต่เท่านั้นยังไม่พอ คุณมีหน้าที่บอกผู้บริโภคหากสินค้าอาจก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งใส่ไว้ในส่วน “คำเตือน” ได้

ตัวอย่างข้อมูลที่คุณระบุได้มีดังนี้:

  • ส่วนผสมและสารเคมีที่ใช้ผลิตสินค้า
  • แบตเตอรี่ ความเสี่ยง สารไวไฟ หรืออันตรายต่างๆ
  • ผลกระทบของสินค้าต่อสิ่งแวดล้อม
  • การดำเนินการด้านรีไซเคิล พลังงานที่ใช้ และประเด็นด้านความยั่งยืน
  • ประเทศต้นกำเนิดสินค้า

ทำไมต้องใส่ใจเรื่องนี้ เพราะ ลูกค้ามีสิทธิ์รู้ว่ากำลังซื้ออะไร รวมถึงสินค้านั้นอาจเป็นอันตรายต่อตนเองหรือลูกอย่างไร หรือส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร

ข้อมูลความโปร่งใสของสินค้าอาจเขียนได้ยาก แต่ข้อมูลนี้ควรมีอยู่ในหน้าสินค้าของซัพพลายเออร์ หากไม่มี คุณสอบถามได้เสมอ

นอกจากนี้ ผู้คนยังเต็มใจซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ดังนั้น หากคุณขายสินค้าออนไลน์และรับสินค้าจากซัพพลายเออร์ อย่าลืมถามว่าใช้พลาสติกที่รีไซเคิลได้หรือวัสดุที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพหรือไม่

อีกอย่างที่คุณทำได้คือหาข้อความคำเตือนมาตรฐานมาใช้ เช่น หากรู้ว่าสินค้าใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ให้เขียนส่วนที่อธิบายวิธีใช้งานแบตเตอรี่ลิเธียมหรือวิธีกำจัดอย่างถูกต้อง เนื้อหาสั้นๆ ส่วนนี้จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจ เพราะรู้ว่าคุณใส่ใจสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

สาระสำคัญคือคุณต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสินค้าให้ผู้บริโภครู้ ความโปร่งใสของข้อมูลสินค้าส่งผลดีต่อแบรนด์ได้มาก ในบางประเทศเรื่องนี้เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย จึงควรปฏิบัติตาม มิฉะนั้นคุณจะเจอปัญหาทางกฎหมาย

6. การตอบข้อกังวลของลูกค้า

นักขายที่ดีรู้ว่าผู้ซื้อมักมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ไม่อยากซื้อ หากขายแบบพบหน้ากัน เรื่องนี้ควรจัดการได้ง่าย เพราะคุณมีโอกาสตอบข้อกังวลของลูกค้า แต่ถ้าเป็นการดรอปชิปล่ะ คุณต้องตอบข้อกังวลโดยคาดการณ์ล่วงหน้า เพราะจะไม่ได้พูดคุยกับผู้บริโภคเลย

เริ่มจากเหตุผลที่ผู้ซื้อมักยกขึ้นมาบ่อยที่สุด:

  • สินค้าราคาแพงเกินไป
  • ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้
  • ในตลาดยังมีตัวเลือกอื่น
  • ตอนนี้ไม่มีงบซื้อ

แม้คุณจะใส่กล่องแชตไว้บนหน้าสินค้า ผู้ที่อาจเป็นลูกค้าก็ไม่น่าจะใช้ฟีเจอร์นี้ พวกเขาอาจไม่คิดจะถามด้วยซ้ำ คุณจึงต้องตอบข้อกังวลเหล่านี้ผ่านหน้าสินค้า

คุณทำได้ด้วยวิธีต่อไปนี้:

  • สินค้าราคาแพงเกินไป แสดงการเปรียบเทียบราคาสินค้ากับผู้ขายรายอื่นให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์เห็น นอกจากนี้ คุณยังเน้นทำการตลาดด้วยคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับแทนราคาได้ ตรงนี้คือจุดที่ต้องใช้ทักษะการเขียนข้อความขาย เขียนคำอธิบายสินค้าให้ผู้อ่านรู้สึกว่าได้ข้อเสนอที่คุ้มค่า
  • ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ นำเสนอสินค้าว่าช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร หรือให้เหตุผลที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีสิ่งที่คุณขาย เช่น บางคนอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้โดรนตอนนี้ แต่หากคุณแสดงประสบการณ์และความสนุกให้เห็น ก็เท่ากับให้เหตุผลในการซื้อแก่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ นั่นคือการได้สร้างประสบการณ์ที่มีความหมายร่วมกับเพื่อนหรือครอบครัว
  • ในตลาดยังมีตัวเลือกอื่น เคล็ดลับคือเปรียบเทียบสินค้าของคุณกับคุณสมบัติและประโยชน์ของสินค้าอื่น คุณสร้างตารางเปรียบเทียบหรือสรุปจุดเด่นที่ทำให้สินค้าของคุณแตกต่างจากตัวเลือกอื่นได้

สุดท้าย งบประมาณอาจเป็นปัญหา ซึ่งคุณรับมือได้ด้วยการให้ส่วนลดหรือเสนอบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หากให้ส่วนลด ต้องแน่ใจว่าโปรโมชันนั้นไม่ยาวนานเกินไป กำหนดเวลาสิ้นสุดส่วนลดเพื่อกดดันให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ตัดสินใจซื้อทันที

7. การใช้รีวิวหรือคะแนนสินค้า

รีวิวและคะแนนเป็นหลักฐานสำคัญจากลูกค้าที่คุณต้องใช้เพื่อเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าสินค้า แต่เรื่องนี้อาจเป็นปัญหาหากคุณยังขายไม่ได้เลย โชคดีที่มีวิธีแสดงรีวิวโดยไม่จำเป็นต้องมาจากยอดขายของคุณเอง

แอปบางตัวในร้านค้าแอปของ Shopify ช่วยให้คุณนำเข้ารีวิวลูกค้าจากซัพพลายเออร์ได้ โดยเฉพาะหากซัพพลายเออร์เป็นผู้ขายบน AliExpress กระบวนการนี้เป็นเพียงการย้ายรีวิวจาก AliExpress มายังร้านค้าของคุณ AliReviews เป็นตัวอย่างแอปที่คุณใช้ได้ แต่ยังมีตัวเลือกอีกมากมาย

สิ่งที่คุณทำได้คือกระตุ้นให้ผู้ซื้อเขียนรีวิว เช่น เสนอส่วนลด 10% สำหรับการซื้อครั้งถัดไป หากลูกค้าเขียนบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับสินค้าที่ซื้อ วิธีนี้สร้างแรงจูงใจให้ผู้ซื้อเขียนรีวิว ซึ่งสำคัญมากเมื่อพิจารณาว่ามีผู้ซื้อเพียงส่วนน้อยที่เขียนรีวิว

จากนั้นคุณก็เริ่มสะสมรีวิวสินค้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจากเสียงของลูกค้าได้ แน่นอนว่าควรให้ส่วนลดเฉพาะรีวิวครั้งแรก เพื่อไม่ให้อัตรากำไรลดลงมากเกินไป หลักฐานจากลูกค้าช่วยเพิ่มอัตราการซื้อบนหน้าแลนดิ้งเพจได้อย่างมาก

8. การรับรองจากอินฟลูเอนเซอร์

อีกวิธีที่ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อแต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง คือการแสดงคำรับรองจากอินฟลูเอนเซอร์บนหน้าสินค้า บริษัทใหญ่ทำเรื่องนี้ได้ไม่มีปัญหา การเห็นภาพ LeBron บนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของ Nike ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใช่ไหม

ในฐานะผู้ขายแบบดรอปชิป คุณทำได้สองวิธี:

  1. จ้างอินฟลูเอนเซอร์มาเป็นแบบให้สินค้า ขอให้โพสต์บน Instagram พร้อมข้อความหรือความคิดเห็นเชิงบวก จากนั้นจับภาพหน้าจอโพสต์นั้นมาใส่บนหน้าสินค้า
  1. ให้สินค้าฟรีแก่อินฟลูเอนเซอร์ แล้วทำเหมือนข้อ 1 โดยไม่จ่ายเงินสด

บนหน้าสินค้า คุณต้องใส่ภาพหน้าจอนั้นไว้ทั้งในเนื้อหาคำอธิบายสินค้าและแกลเลอรีภาพสินค้าแบบเลื่อน ต้องแน่ใจว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์จะเห็นภาพนี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ เราแนะนำให้เพิ่มคำบรรยายภาพเพื่อบอกผู้อ่านว่าอินฟลูเอนเซอร์คนนี้เป็นใคร และจะหาบัญชีโซเชียลมีเดียได้อย่างไร เพียงเท่านี้ก็ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อโดยรวมบน Shopify และยังดึงผู้เข้าชมจากโพสต์ของอินฟลูเอนเซอร์มาที่ร้านค้าออนไลน์ได้มากขึ้นด้วย

การหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ยินดีทำแบบนี้ให้ร้านของคุณไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องบอกตรงนี้เลยว่าคุณจะต้องเสียเงิน แต่ควรมองในแง่บวกว่าเป็นการลงทุนสร้างความน่าเชื่อถือให้ร้านค้า

หากธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณเพิ่งเริ่มต้น เราแนะนำให้ร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์หนึ่งคน แล้วนำภาพไปใช้ในแบนเนอร์หลัก หน้าแลนดิ้งเพจ และหน้าสินค้าบางหน้า คุณตกลงกับอินฟลูเอนเซอร์ให้ถ่ายภาพหลายภาพเพื่อแสดงสินค้าต่างชนิดกันได้

เมื่อทำแบบนี้ คุณก็ไม่ต้องจ้างอินฟลูเอนเซอร์หลายคนสำหรับสินค้าต่างชนิดกัน เพียงร่วมงานกับคนเดียวและใช้ผลงานให้คุ้มค่าที่สุด เมื่อธุรกิจเติบโตและขายได้มากขึ้น คุณก็จะมีเงินเหลือสำหรับแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น

9. กลยุทธ์กระตุ้นความกลัวพลาดโอกาส: วิธีที่ดีเยี่ยมในการเพิ่มอัตราการซื้อ

เรื่องนี้มักเรียกว่า FOMO เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่คนจำนวนมากอยากมีสิ่งที่คนอื่นมี เป็นรูปแบบหนึ่งของความรู้สึกอยากมีให้ทัดเทียมคนรอบข้าง

กลยุทธ์ FOMO ที่คุณใช้ได้มีดังนี้:

  • ตัวนับเวลาถอยหลัง
  • สิทธิ์จัดส่งฟรีแบบจำกัด
  • ส่วนลดในเวลาจำกัด
  • ส่วนลดสำหรับผู้ซื้อก่อน และส่วนลดเปิดตัวสินค้าใหม่

มีแอป Shopify ที่ใช้สร้างตัวนับเวลาถอยหลังได้ โดยคุณกำหนดเวลาเอง เช่น โปรโมชันลดราคาสามวัน ทุกคนที่เข้ามาในหน้าสินค้านี้จะเห็นเวลาที่เหลือก่อนโปรโมชันสิ้นสุด ทำให้อยากซื้อทันที

ตัวนับเวลาถอยหลังบางตัวมีความสามารถซับซ้อน เช่น คุณใช้ตัวนับเวลาที่เสนอส่วนลดสำหรับสินค้าแต่ละรายการเพียง 24 ชั่วโมงได้ ตัวนับเวลาแบบนี้ตรวจจับที่อยู่ IP ได้

ดังนั้น หากลูกค้า A จากอเมริกาเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเป็นครั้งแรก ก็จะเห็นเวลานับถอยหลัง 24 ชั่วโมง เมื่อกลับมาอีกครั้งหลังผ่านไป 12 ชั่วโมง ก็จะเห็นว่าเหลือเวลาใช้ข้อเสนอเพียง 12 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน หากลูกค้า B จากอเมริกาหรือประเทศอื่นเข้าชมร้านหลังจากลูกค้า A ก็จะเห็นเวลา 24 ชั่วโมงเช่นกัน กล่าวคือ ตัวนับเวลานี้กำหนดเวลาแยกกันสำหรับผู้เข้าชมแต่ละคน

คุณยังไม่จำเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์นี้ตอนนี้ ใช้เวอร์ชันพื้นฐานก่อนได้ อีกทางเลือกหนึ่งคือวางแบนเนอร์ในส่วนหลักของร้านหรือบนหน้าสินค้า แต่การใส่ประกาศลดราคาทีละหน้าสินค้าเป็นงานที่น่าเบื่อและใช้เวลา

ข่าวดีคือมีแอปหลายตัวบน Shopify ที่ให้คุณสร้างแบนเนอร์เพื่อแสดงบนหน้าเว็บทั่วไปและหน้าสินค้าทั้งหมดได้ ใช้แอป Shopify เหล่านี้เพื่อกระตุ้น FOMO ในกลยุทธ์การตลาดบนหน้าสินค้า

10. ข้อเสนอที่ปฏิเสธได้ยาก

สุดท้าย สร้างข้อเสนอที่ปฏิเสธได้ยาก ส่วนลดสินค้าเป็นวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อให้ส่วนลดมาก วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือเพิ่มราคาเป็นสองเท่าของราคาที่ตั้งใจขาย แล้วลดลงครึ่งหนึ่งเพื่อให้ดูเหมือนสินค้ากำลังลดราคา 50%

สมมติว่าสินค้าที่คุณขายมีต้นทุนในจีน $25 คุณต้องการขายในราคา $50 เพื่อให้ได้กำไร $25 แทนที่จะขายที่ $50 คุณตั้งราคาไว้ $100 แล้วลดเหลือ $50 ทำให้ลูกค้าคิดว่าได้รับส่วนลด 50% ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ปฏิเสธได้ยาก

นี่เป็นวิธีที่ไม่ดีหรือไม่ ร้านใหญ่หลายแห่งทำแบบนี้ รวมถึงผู้ขายบน Amazon โดยเฉพาะช่วงลดราคา Black Friday อาจฟังดูผิดจริยธรรม แต่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดเพดานราคาที่ผู้ขายจะตั้งขายสินค้า

ตัวอย่างข้อเสนออื่นที่ปฏิเสธได้ยากมีดังนี้:

  • BOGO หรือซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง
  • ชุดสินค้า
  • ส่วนลดสูงหรือลดราคาครั้งใหญ่
  • รับประกันคืนเงิน
  • ซื้อสินค้าหนึ่งชิ้นแล้วรับส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์สำหรับการซื้อครั้งถัดไป
  • จัดส่งฟรี

ยังมีวิธีอื่นอีกมากมาย สิ่งหนึ่งที่เราแนะนำคือค้นหาคู่แข่ง แล้วเสนอสิ่งที่คู่แข่งไม่มี นอกจากนี้ ให้คอยดูว่าบริษัทอื่นมีข้อเสนออะไรบ้าง คุณจะได้แนวคิดโปรโมชันดีๆ มาปรับใช้กับสินค้าของคุณ พวกเขาจัดส่งฟรีหรือไม่ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของพวกเขามีหน้าตาอย่างไร ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีการแข่งขันสูง แต่การแข่งขันก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป คุณเรียนรู้จากคู่แข่งที่ประสบความสำเร็จได้มากด้วยการสังเกตและนำวิธีของพวกเขามาทำตาม

ข้อคิดส่งท้าย

ขั้นตอนต่อไปคืออะไร เราแนะนำให้คุณ กลับไปดูหน้าสินค้าและตรวจสอบว่ามีองค์ประกอบทั้งสิบข้อที่ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อเฉลี่ยครบหรือยัง หากยังไม่ครบ เราแนะนำอย่างยิ่งให้เริ่มลงมือปรับปรุง

คุณไม่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เพิ่มอัตราการซื้อครบทั้งสิบข้อ เช่น ไม่ต้องจ้างอินฟลูเอนเซอร์ให้สินค้าทุกชิ้น สิ่งสำคัญคือเริ่มลงมือทำทีละวิธีจนปรับใช้ได้มากที่สุด เจ้าของร้าน Shopify จำนวนมากพบว่าเรื่องนี้ทำได้ยาก อย่าลืมว่าการทดสอบเปรียบเทียบหลายรูปแบบและการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้บนเว็บไซต์สำคัญมากต่อการดูว่าเทคนิคเพิ่มอัตราการซื้อได้ผลหรือไม่ ใช้ Google Analytics หรือ LuckyOrange เพื่อดูข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเส้นทางของลูกค้า

ลองใช้ Tradelle
ค้นหาสินค้าขายดีมาขาย วิเคราะห์คู่แข่ง และทำให้ร้านค้าของคุณทำงานอัตโนมัติ
เริ่มใช้งานฟรี

Aaron Matthew Ang

Aaron Matthew Ang
E-Commerce Writer at Tradelle
แชร์:
ลองใช้ Tradelle
ค้นหาสินค้าขายดีมาขาย วิเคราะห์คู่แข่ง และทำให้ร้านค้าของคุณทำงานอัตโนมัติ
เริ่มใช้งานฟรี

อ่านบทความยอดนิยมในวงการ E-Commerce

  • ดรอปชิปคืออะไรและเริ่มต้นอย่างไร

    ทั่วไป
    ดรอปชิปคืออะไรและเริ่มต้นอย่างไร
    ทำความเข้าใจดรอปชิปและขั้นตอนเริ่มธุรกิจออนไลน์ของคุณเอง
    อ่าน 16 นาที
  • คู่มือค้นหาสินค้าขายดีบน AliExpress

    การวิจัยสินค้า
    คู่มือค้นหาสินค้าขายดีบน AliExpress
    ค้นพบกลยุทธ์ชั้นนำในการค้นหาสินค้าที่ตลาดต้องการสูงและทำกำไรได้บน AliExpress
    อ่าน 15 นาที
  • 13 วิธีเพิ่มผู้เข้าชมร้านดรอปชิปของคุณ

    การตลาด
    13 วิธีเพิ่มผู้เข้าชมร้านดรอปชิปของคุณ
    เรียนรู้กลยุทธ์ดึงผู้เข้าชมร้านค้า พร้อมแนวทางทำโฆษณาให้ได้ผล
    อ่าน 23 นาที
  • 12 วิธีเพิ่มยอดขายบน Shopify

    การปรับปรุงร้านค้า
    12 วิธีเพิ่มยอดขายบน Shopify
    เรียนรู้หลากหลายวิธีที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้าของคุณ
    อ่าน 16 นาที

อย่าทำดรอปชิปแบบปี 2017

ลองนึกภาพว่ามีคนถามว่าคุณใช้ซัพพลายเออร์เจ้าไหน แล้วคุณต้องตอบว่าเป็นตัวแทนจัดหาสินค้าส่วนตัว หรือ AliExpress หรือเครื่องมืออัตโนมัติที่แค่ซื้อสินค้าจาก AliExpress ให้คุณ นี่ปี 2026 แล้ว ผลดีจะเกิดกับทั้งลูกค้า รายได้ และกำไรของคุณ