วิธีเขียนคำอธิบายสินค้าให้ขายได้

เว็บไซต์ที่ออกแบบอย่างสวยงามและใช้งานได้ครบถ้วนยังไม่เพียงพอที่จะสร้างยอดขาย คำอธิบายสินค้าต่างหากที่ทำให้ผู้เข้าชมกดปุ่มเพิ่มลงตะกร้า ไม่ใช่ดีไซน์ของเว็บไซต์
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันพบว่าดีไซน์และการทำงานของเว็บไซต์เป็นเพียงสิ่งพื้นฐานที่ลูกค้าคาดหวัง สิ่งที่สำคัญกว่าในการกระตุ้นให้เกิดการซื้อคือคำอธิบายสินค้า หากคุณอยากให้ลูกค้าเพิ่มสินค้าลงตะกร้ามากขึ้น บทความนี้เหมาะกับคุณ
ฉันจะอธิบายเรื่องต่อไปนี้:
- สิ่งที่กระตุ้นให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อ
- การเขียนข้อความโฆษณาและวิธีที่ช่วยเพิ่มอัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นลูกค้า
- เคล็ดลับเขียนคำอธิบายสินค้าที่ดีและช่วยสร้างยอดขาย
คำอธิบายสินค้าคืออะไร และมีไว้เพื่ออะไร
คำอธิบายสินค้าคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าที่คุณขาย แม้คุณจะมีภาพและวิดีโอที่ยอดเยี่ยม แต่คำอธิบายสินค้าคือสิ่งที่ช่วยให้ผู้ที่อาจซื้อและลูกค้าตัดสินใจได้ โดยเฉพาะคนที่ยังลังเล
จุดประสงค์ของคำอธิบายสินค้าไม่ใช่การบอกรายละเอียดหรือคุณสมบัติของสินค้า แต่เป็นการโน้มน้าวให้ลูกค้าเลือกสินค้าของคุณแทนสินค้าคู่แข่ง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเขียนคำอธิบายสินค้าให้ถูกวิธีจึงสำคัญมาก ในทางสถิติ คำอธิบายสินค้าที่ให้ข้อมูลในภาพรวมไม่มีผลเชิงบวกโดยตรงต่อความตั้งใจซื้อ คุณอาจบอกว่า “ฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลย ไหนว่าคำอธิบายสินค้าทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าไง”
ผลของคำอธิบายสินค้าที่มีต่อผู้ซื้ออาจสวนทางกับสิ่งที่เราคิด แม้จะไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความตั้งใจซื้อ แต่ก็ส่งผลเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมทางอารมณ์กับสินค้าอย่างแน่นอน
การมีส่วนร่วมทางอารมณ์กับสินค้าหมายถึงระดับความรู้สึกทางอารมณ์ของผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ขายและนักการตลาดอย่างเราต้องการกระตุ้น
จิตวิทยาผู้ซื้อ: อะไรกระตุ้นให้คนตัดสินใจซื้อ
ทุกคนซื้อสินค้าเพราะมีอารมณ์เป็นแรงกระตุ้น สิ่งที่ต้องทำคือค้นหาว่าแรงกระตุ้นเหล่านั้นคืออะไร แล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในส่วนนี้ ฉันจะแนะนำแรงกระตุ้นหกอย่างที่จะช่วยให้คุณวางแนวทางคำอธิบายสินค้าได้ดีขึ้น
1. คนซื้อเพราะสินค้าตอบสนองความต้องการทางอารมณ์
ทุกคนมีช่องว่างทางอารมณ์ที่ต้องเติมเต็ม อาจเป็นการเห็นคุณค่าในตนเอง ศักดิ์ศรี การได้รับการยอมรับ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และอื่น ๆ อีกมากมาย ลูกค้าบางคนรู้สึกเบื่อ บางคนอยากรู้สึกว่า “มีชีวิตชีวา”
คำอธิบายสินค้าของคุณต้องตอบสนองความต้องการทางอารมณ์เหล่านี้ ต่อไปนี้คือตัวอย่างความต้องการและสินค้าที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด
- ความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตนเอง: เครื่องประดับ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง
- ความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า: คุณอาจขายหนังสือวิชาการ อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์วาดภาพ หรือสิ่งใดก็ตามที่ช่วยให้คนได้เรียนรู้ทักษะใหม่
- ความสุขและความผูกพัน: คุณอาจขายสินค้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ เช่น ของเล่นที่ช่วยให้พ่อแม่สร้างความผูกพันกับลูก
นี่คือตัวอย่างที่ดีของการตอบสนองความต้องการทางอารมณ์: “เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ด้วยชุดกีฬาทันสมัยของเรา ให้เพื่อน ๆ เห็นว่าคุณมีดีแค่ไหน!”
อีกตัวอย่างหนึ่งสำหรับการสร้างความผูกพัน: “ของเล่นของเราช่วยให้พ่อแม่อย่างคุณสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและประสบการณ์อันน่าจดจำร่วมกับลูกได้ง่ายขึ้น”
จะเห็นว่าตัวอย่างเหล่านี้สื่อสารตรงใจผู้บริโภคเป้าหมาย ข้อความสั้น ๆ สามารถสร้างความแตกต่างได้มากในการเปลี่ยนผู้อ่านให้เป็นลูกค้า
2. คนซื้อเพราะอยากตามเทรนด์ให้ทัน
เทรนด์มาแล้วก็ไป และบางครั้งคุณต้องใช้เทรนด์เป็นแรงกระตุ้นเพื่อโน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อ
คำอธิบายสินค้าของคุณต้องเน้นทำให้สินค้าน่าสนใจ โดยสื่อว่านี่คือเทรนด์ใหม่ ตัวอย่างเช่น:
- นมถั่วเหลืองคือเทรนด์ใหม่ของคนดื่มนม!
- เปลี่ยนหลังคาเก่ามาใช้หลังคาเหล็กเคลือบหินรุ่นใหม่ของเรา
- ร่วมเป็นหนึ่งในผู้คน 1 ล้านคนที่เราเปลี่ยนชีวิตให้!
เทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งคือใช้ FOMO หรือความกลัวที่จะพลาด ปรากฏการณ์นี้ได้รับการกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในปี 2004 เมื่อพบว่าผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่รู้สึกต้องซื้อสินค้าอย่างหุนหันพลันแล่น
แม้นักการตลาดจำนวนมากจะใช้ FOMO ผ่านแอปบนเว็บไซต์ เช่น ตัวนับเวลาถอยหลัง ข้อเสนอส่วนลดที่มีจำกัด และวิธีอื่น ๆ คุณก็สามารถนำมาใช้ในคำอธิบายสินค้าเพื่อเพิ่มอัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นลูกค้าได้
3. คนซื้อเพราะข้อเสนอคุ้มค่า
เหตุผลที่ McDonald’s และบริษัทอื่น ๆ อีกมากมายเสนอชุดอาหารสุดคุ้มก็เพราะราคาถูกกว่าการที่ลูกค้าซื้อแต่ละรายการแยกกัน
ความคุ้มค่าไม่ได้หมายถึงแค่ป้ายราคา แต่หมายถึงสิ่งที่ลูกค้าได้รับจากเงินที่จ่าย มีคำกล่าวหนึ่งว่า “ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย คุณค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ”
เมื่อเขียนคำอธิบายสินค้า คุณต้องเน้นคุณค่าที่มอบให้กลุ่มเป้าหมายหรือผู้บริโภค บางครั้งอาจจำเป็นต้องระบุราคาในคำอธิบายสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลตั้งต้นสำหรับเปรียบเทียบ
เมื่อพิจารณาเรื่องนี้ ให้ยึดหลัก “แล้วได้อะไร” เสมอ ข้อความโฆษณาหรือคำอธิบายสินค้าต้องตอบคำถามนี้: ซื้อแล้วฉันจะได้อะไร
ตัวอย่างเช่น:
- รับถุงเท้าสองคู่ในราคาคู่เดียว! (ซื้อแล้วได้อะไร ลูกค้าได้สินค้าสองชิ้น แต่จ่ายเพียงชิ้นเดียว)
- อุปกรณ์วาดภาพครบชุดในแพ็กเดียว! (ซื้อแล้วได้อะไร ลูกค้าไม่ต้องเสียแรงตามหาอุปกรณ์วาดภาพอื่น ๆ อีก)
- ชื่อบนเสื้อคือชื่อคุณ ไม่ใช่ชื่อคนอื่น! (ซื้อแล้วได้อะไร ลูกค้าได้เสื้อยืดที่ไม่เหมือนใครและมีเพียงตัวเดียวในโลก)
ในฐานะผู้ขาย คุณมีคู่แข่งหลายร้อยหรืออาจถึงหลายพันราย จึงต้องเน้นในคำอธิบายสินค้าว่าลูกค้าจะประหยัดเงินได้มากหรือได้รับความคุ้มค่ามากกว่าเมื่อซื้อจากคุณ แทนที่จะซื้อสินค้าแบบเดียวกันจากผู้ขายรายอื่น
4. คนซื้อเพราะสินค้าช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่
คนเราซื้อสินค้าเพื่อแก้ปัญหา และคุณต้องใช้แรงกระตุ้นทางจิตวิทยาข้อนี้หากต้องการเพิ่มยอดขาย ตัวอย่างเช่น ฉันซื้อเครื่องมือไฟฟ้าเพื่อแก้ปัญหาในการทำงานไม้
ในฐานะผู้ซื้อ ฉันรู้ว่าต้องการอะไร นั่นคือสว่านไฟฟ้า สิ่งที่ทำให้ฉันตัดสินใจว่าจะซื้อรุ่นไหนจึงขึ้นอยู่กับวิธีที่ผู้ขายนำเสนอคำอธิบายสินค้า สุดท้ายฉันซื้อชุดสว่านไฟฟ้าพร้อมไขควงกระแทก ทั้งที่ตอนแรกต้องการแค่สว่าน
ปัญหาที่ข้อเสนอนี้ช่วยแก้ได้คือ:
- ฉันไม่ต้องสลับดอกสว่านอีกต่อไป ใช้เครื่องหนึ่งเจาะและอีกเครื่องขันสกรูได้เลย
- ไขควงกระแทกหมุนได้ทั้งสองทิศทาง จึงใช้ได้ทั้งขันสกรูเข้าและคลายสกรูออก
- ปัญหาด้านงบประมาณ ฉันได้เครื่องมือสองเครื่องในราคาที่ถูกกว่ามาก
- การใช้งานร่วมกัน: เครื่องมือทั้งสองเครื่องใช้แบตเตอรี่แบบเดียวกัน
จะเห็นว่าฉันต้องการเพียงสว่านไฟฟ้า แต่ผู้ขายสามารถแก้ปัญหาที่แม้แต่ฉันซึ่งเป็นผู้ซื้อก็ยังไม่ได้นึกถึงในตอนนั้น

คำบรรยายภาพ: ดอกสว่านจาก Amazon ชิ้นนี้ช่วยแก้ปัญหาการเปลี่ยนดอกสว่านด้วยมือเดียวที่คนงานก่อสร้างต้องเจออยู่เสมอ
คุณทำแบบเดียวกันกับร้านดรอปชิปหรือร้านค้า E-Commerce ของคุณได้ ต่อไปนี้คือตัวอย่างปัญหาที่คุณสามารถช่วยแก้ได้:
- สุขภาพ: ขายอาหารเสริมที่ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพ
- ความเบื่อ: ขายของเล่นที่ให้ความเพลิดเพลิน เช่น บอร์ดเกม
- การเรียนรู้: ขายบล็อกตัวต่อและเกมปริศนาที่ช่วยพัฒนาสมองและทักษะการเคลื่อนไหวของเด็ก
- การเห็นคุณค่าในตนเอง: ขายเสื้อผ้าทันสมัยที่ทำให้ผู้สวมใส่โดดเด่นจากคนรอบข้าง
สินค้าทุกอย่างช่วยแก้ปัญหาบางอย่าง จำไว้เสมอว่าคุณกำลังขายทางแก้ปัญหา ไม่ใช่ตัวสินค้า หากคุณยึดแนวคิดนี้เป็นหลักในการทำการตลาด การเขียนคำอธิบายสินค้าที่น่าสนใจและสร้างยอดขายก็จะง่ายขึ้น
5. คนซื้อเพราะสินค้ามีจำกัดหรือรู้สึกว่าต้องรีบ
Investopedia อธิบายเรื่องนี้ไว้ได้ดี นั่นคือหลักความขาดแคลน ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างราคากับอุปสงค์ ในเรื่องนี้ เรารู้จักกฎอุปสงค์และอุปทานอยู่แล้ว และต้องนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์
กฎอุปสงค์และอุปทานคืออะไร อธิบายแบบสั้น ๆ ได้ดังนี้:
- หากอุปสงค์ต่ำและอุปทานสูง ราคาจะลดลง
- หากอุปสงค์สูงและอุปทานต่ำ ราคาจะเพิ่มขึ้น
ในฐานะผู้ขาย เราควบคุมอุปสงค์ไม่ได้ แต่เราสามารถหาวิธีกำหนดการรับรู้ของผู้ซื้อว่าสินค้ามีมากน้อยเพียงใด
คนเราไม่อยากพลาดโอกาส และมักโทษตัวเองที่ไม่ได้ซื้อของในตอนที่ยังมีให้ซื้อ ดังนั้น การที่สินค้ามีจำกัดจึงเป็นแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาให้เกิดการซื้อ
ฉันแนะนำให้ขายสินค้าโดยทำให้ดูเหมือนว่าข้อเสนอกำลังจะหมดในไม่ช้า คุณทำได้ด้วยวิธีต่อไปนี้:
- ใส่จำนวนสินค้าในสต็อกของร้านเพียงเล็กน้อย เช่น สินค้าละห้าชิ้น
- เสนอส่วนลดที่มีให้เพียง 24 ชั่วโมง
- จัดชุดสินค้าและโปรโมชันอื่น ๆ ที่กำลังจะสิ้นสุด
คุณยังใช้กลยุทธ์อื่นได้อีก เช่น ล็อกราคาไว้ในช่วงโปรโมชัน แสดงให้เห็นว่ามีลูกค้าเพิ่งซื้อสินค้านี้ไป มอบส่วนลดพิเศษจำนวนมากให้ 50 คนแรก และอีกหลายวิธี
เมื่อนำหลักความขาดแคลนมาใช้ คำอธิบายสินค้าของคุณควรตอบคำถามนี้: ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ ฉันจะเสียอะไรไป
6. คนซื้อเพราะความสะดวก ความสบาย หรืออยากให้รางวัลตัวเอง
ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย และทุกคนที่ทำงานก็อยากได้ความสบายหรือความสะดวกบ้าง บางคนอยากให้รางวัลตัวเอง ปัจจัยทางจิตวิทยาของผู้ซื้อที่คุณต้องคำนึงถึงเมื่อใช้แนวทางนี้คือ: “ฉันคู่ควรกับสิ่งนี้”
ประเด็นที่ควรพิจารณามีดังนี้:
- ราคาสะท้อนความหรูหรา: ยิ่งสินค้าแพง ผู้ซื้อก็ยิ่งรู้สึกว่าได้ตามใจตัวเอง
- ความพิเศษเฉพาะกลุ่ม: คนที่อยู่ในกลุ่มปิดมักรู้สึกว่าตัวเองพิเศษ หลักการเดียวกันนี้ใช้กับการตลาดได้ หากคุณจำกัดสินค้าไว้สำหรับสมาชิกเท่านั้น คุณก็กำลังกระตุ้นความรู้สึกให้คนซื้อเพื่อได้ความพิเศษเฉพาะกลุ่มนั้น
- แบรนด์ช่วยขาย: คุณต้องสร้างแบรนด์และน้ำเสียงของแบรนด์ให้สื่อถึงความหรูหรา คุณสามารถร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์และนายแบบนางแบบเพื่อถ่ายภาพสินค้าและสร้างภาพลักษณ์หรูหรานี้ได้
ความหรูหราไม่ใช่ประเด็นเดียวที่คุณใช้กับกลยุทธ์การตลาดนี้ได้ ทุกคนต้องการความสบาย เช่นเดียวกับการแก้ปัญหา คุณควรชี้ให้เห็นในคำอธิบายสินค้าว่าสินค้าของคุณช่วยขจัดความยุ่งยากได้
พื้นฐานการเขียนข้อความโฆษณา: เขียนคำอธิบายสินค้าให้ขายได้
การเขียนข้อความโฆษณาคืออะไร
การเขียนข้อความโฆษณามีหลายนิยาม สำหรับฉัน มันคือรูปแบบการเขียนที่โน้มน้าวให้คนลงมือทำบางอย่าง แล้วการกระทำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ต่อไปนี้คือตัวอย่าง:
- สมัครรับอีเมล
- ซื้อสินค้า
- ทดลองใช้ซอฟต์แวร์
- สมัครบัญชี
จะเห็นว่ามีหลายอย่างที่เราต้องการให้ผู้บริโภคเป้าหมายทำ ร้านค้าออนไลน์บางแห่งถึงกับชวนผู้เข้าชมทำแบบทดสอบหรือหมุนวงล้อเกม
ข้อความในสื่อการตลาดทุกชนิดถือเป็นข้อความโฆษณาได้ ตราบใดที่ถ้อยคำเหล่านั้นกระตุ้นให้ผู้ชมหรือผู้อ่านลงมือทำบางอย่าง เป้าหมายคือทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อหน้าสินค้าหรือร้านค้าออนไลน์ของเรา.
ในธุรกิจดรอปชิปและ E-Commerce ข้อความโฆษณาคือข้อความที่ผลักดันให้ผู้เข้าชมกลายเป็นลูกค้า หากคุณทำได้ถูกวิธี ฉันรับประกันได้ว่าคุณจะเห็นผลการขายที่ดีขึ้น
ส่วนประกอบของข้อความโฆษณา: 4 องค์ประกอบของคำอธิบายสินค้าที่ดี
ในส่วนนี้ ฉันจะอธิบายส่วนประกอบหลักสี่ส่วนของข้อความโฆษณาสินค้า ต้องบอกไว้ก่อนว่าส่วนเหล่านี้ขาดไม่ได้ หากคุณเขียนคำอธิบายสินค้า คุณต้องมีองค์ประกอบทั้งสี่ส่วนนี้ให้ครบ
1. พาดหัว
พาดหัวคือชื่อสินค้าของคุณ เมื่อก่อนผู้ขายมักตั้งชื่อและระบุสินค้าแบบง่าย ๆ เช่น “รองเท้าผ้าใบสีแดง” วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลอีกแล้วในปัจจุบัน
ดูภาพหน้าจอด้านล่าง:

ส่วนที่เน้นด้วยสีแดงคือพาดหัว จะเห็นว่ามีการใช้คำหลายคำ เช่น:
- รองเท้าผ้าใบแฟชั่น
- รองเท้าเทนนิสและรองเท้าวิ่ง
- รองเท้าเดินแบบสวมสำหรับผู้หญิง
คำเหล่านี้เรียกว่าคีย์เวิร์ด พาดหัวหรือชื่อในหน้าสินค้าของคุณต้องมีคำที่ลูกค้าน่าจะพิมพ์ลงในช่องค้นหา
เพราะอะไร ก็เพราะช่วยให้เครื่องมือค้นหาจับคู่ชื่อสินค้าของคุณกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการค้นหาได้ อีกทั้งชื่อสินค้ายังเป็นสิ่งแรกที่ลูกค้าเห็นในผลการค้นหา คุณจึงต้องมีชื่อที่ “สื่อสารตรงใจ” ผู้บริโภคเป้าหมาย
ใช้คำในพาดหัวสินค้าให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้ากำลังมองหา ไม่ใช่แค่บอกแบบกว้าง ๆ ว่าสินค้าของคุณคืออะไร
2. ระบุปัญหาและทางแก้
ในโลกธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ เหตุผลเดียวที่คนยอมจ่ายเงินให้ผู้อื่นคือ: สินค้านั้นช่วยแก้ปัญหา.
คุณหิวใช่ไหม นั่นคือปัญหา นี่คือแฮมเบอร์เกอร์ที่ช่วยแก้ความหิวของคุณได้ แล้วคุณก็จ่ายเงินให้ฉันเป็นการแลกเปลี่ยน
ในธุรกิจดรอปชิปและ E-Commerce คุณต้องใช้หลักการเดียวกันในการเขียนข้อความโฆษณา โดยกล่าวถึงปัญหาก่อน แล้วนำเสนอสินค้าของคุณเป็นทางแก้
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณขายอุปกรณ์ครัวที่หั่นมันฝรั่งเป็นแท่งสำหรับทำเฟรนช์ฟรายส์ได้แบบนี้:

แค่บอกว่าสินค้าทำจากพลาสติกคุณภาพสูงยังไม่พอ คุณต้องระบุว่าสินค้านี้ช่วยแก้ปัญหาอะไร ถ้าฉันเขียนข้อความโฆษณาสินค้านี้ ฉันจะเขียนแบบนี้:
“เลิกเสียเวลาหั่นมันฝรั่งด้วยมือให้ได้ชิ้นเท่ากัน ใช้เครื่องหั่นมันฝรั่งของเราเพื่อให้ได้มันฝรั่งชิ้นเท่ากันด้วยการกดเพียงครั้งเดียว!”
จะเห็นว่าปัญหาที่ฉันต้องการแก้คือ:
- เสียเวลา
- ใช้มีดหั่นแล้วได้ชิ้นไม่เท่ากัน
จากนั้นฉันก็นำเสนอทางแก้ นั่นคืออุปกรณ์ที่หั่นมันฝรั่งให้ได้ชิ้นเท่ากันด้วยการกดเพียงครั้งเดียว ลองคิดดู ข้อความที่ฉันเขียนช่วยเพิ่มยอดขายได้แน่นอน เพราะบอกคนที่กำลังดูสินค้าว่าสินค้านี้จะแก้ปัญหาอะไรให้พวกเขา!
3. ตอบข้อกังวล
ผู้บริโภคมีข้อกังวลหลายอย่าง และเรื่องที่พบบ่อยที่สุดมีดังนี้:
- ระยะเวลาและค่าจัดส่ง
- คุณภาพสินค้า
- สินค้าคู่แข่ง/ตัวเลือกที่ดีกว่า
- การคืนเงินและการรับประกัน
มีหลายประเด็นที่อาจเป็นข้อกังวลของผู้บริโภค และน่าเสียดายที่เราไม่สามารถตอบได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยคำอธิบายสินค้าของคุณต้องให้ความชัดเจนในสี่เรื่องที่ฉันกล่าวถึง
4. ข้อความกระตุ้นให้ลงมือทำ
ส่วนสุดท้ายของข้อความโฆษณาคือข้อความกระตุ้นให้ลงมือทำ หรือที่ในวงการตลาดมักเรียกว่า CTA เป็นคำเชิญชวนที่บอกให้ผู้อ่านลงมือทำบางอย่าง
ตัวอย่างที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่:
- เพิ่มลงตะกร้าเลย!
- ดูวิดีโอสาธิตนี้เลย!
- มีข้อสงสัย ส่งคำถามหาเราได้เลย!
ข้อความกระตุ้นให้ลงมือทำเปรียบเสมือนคำปลุกใจครั้งสุดท้าย คุณต้องบอกผู้บริโภคว่าควรทำอะไรต่อหลังอ่านคำอธิบายสินค้า ลองมองว่าเป็นการสะกิดเตือนครั้งสุดท้ายให้พวกเขาลงมือทำบางอย่าง ซึ่งจะเปลี่ยนพวกเขาให้เป็นผู้สนใจที่มีแนวโน้มซื้อสูงหรือลูกค้าที่จ่ายเงินจริง
เคล็ดลับเขียนคำอธิบายสินค้าพร้อมตัวอย่าง
ในส่วนนี้ ฉันจะยกตัวอย่างหลายแบบให้ดูว่าเราจะนำสิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนคำอธิบายสินค้ามาใช้ได้อย่างไร
1. ขายทางแก้ปัญหา ไม่ใช่ตัวสินค้า
อย่าขายแค่ตัวสินค้า สิ่งที่คุณต้องการขายคือทางแก้ปัญหา เพราะทำให้ผู้ซื้อเป้าหมายมีเหตุผลที่จะซื้อตอนนี้มากขึ้น นี่คือตัวอย่างที่ดีสำหรับกระเป๋าสตางค์ RFID
วันหนึ่งจะมีคนเจาะข้อมูลจากแถบแม่เหล็กบนบัตรเครดิตของคุณ แล้วนำข้อมูลนั้นไปใช้ซื้อของด้วยบัตรของคุณ คำถามไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือจะเกิดขึ้นเมื่อไร
ปัญหาการเจาะข้อมูลมีอยู่จริง และคุณมีแนวโน้มจะตกเป็นเหยื่อในวันหนึ่ง แก้ปัญหานี้เลยด้วยกระเป๋าสตางค์ RFID ของเรา
กระเป๋าสตางค์ RFID ของเราปิดกั้นสัญญาณ RFID ที่บัตรเครดิตของคุณส่งออกมา เมื่อไม่มีสัญญาณ ก็เจาะข้อมูลไม่ได้ ปกป้องตัวคุณและข้อมูลทางการเงินของคุณ เพราะไม่มีใครทำให้คุณได้
2. นำเสนอประโยชน์ ไม่ใช่แค่คุณสมบัติ
จากประสบการณ์ของฉัน นักการตลาดส่วนใหญ่คิดว่าแค่แจกแจงคุณสมบัติของสินค้าก็เพียงพอแล้ว หากคุณอยากเขียนคำอธิบายสินค้าให้ขายได้ ให้เน้นประโยชน์ของสินค้า หรือบอกว่าคุณสมบัตินั้นช่วยอะไรผู้ซื้อได้
สมมติว่าคุณขายโทรศัพท์มือถือ คุณสมบัติหนึ่งของโทรศัพท์คือมี RAM 8GB หากคำอธิบายสินค้าจบแค่นั้น ผู้ซื้ออาจไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า RAM 8GB มีไว้ทำอะไร
ควรเขียนให้ชัดขึ้นว่า:
โทรศัพท์เครื่องนี้มี RAM 8GB จึงมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับเล่นเกมที่ใช้ทรัพยากรสูงที่สุด เช่น Alien Isolation, Genshin Impact และ Grid Autosport!
เลิกแพ้เพื่อนและคู่แข่งได้แล้ว! RAM 8GB ของมือถือเครื่องนี้รับรองว่าเกมจะประมวลผลเบื้องหลังได้อย่างลื่นไหล ขณะที่คุณถล่มศัตรูในเกมจนราบคาบ!
3. นำเสนอปัญหาและระบุความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น
จริงอยู่ที่คนมองหาสินค้าเพราะรู้แล้วว่าตัวเองมีปัญหาอะไร แต่ในฐานะนักการตลาด คุณต้องพูดถึงปัญหานั้นและระบุความเดือดร้อนที่คุณต้องการช่วยแก้
หากคุณขายโดรน ประเด็นที่สร้างปัญหาบ่อยที่สุดคือ:
- ระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่
- ความคมชัดของกล้อง
- ระยะควบคุมด้วยรีโมต
- ความเร็ว
ในกรณีนี้ คุณต้องชี้ให้เห็นว่าสินค้าของคุณแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ฉันจะเขียนคำอธิบายสินค้าแบบนี้:
“โดรนของเราใช้งานหนักได้นานถึงหนึ่งชั่วโมง ต่างจากโดรนทั่วไปที่บินได้เพียงประมาณ 30 นาที”
“ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงพิเศษ 4K จากความสูงถึง 100 ฟุต! โดรนของเราช่วยให้คุณถ่ายวิดีโอคุณภาพระดับมืออาชีพได้ เหมาะสำหรับยูทูบเบอร์และช่างวิดีโอมืออาชีพ!”
“คุณไม่ต้องวิ่งไล่ตามโดรนเพื่อควบคุมอีกต่อไป โดรนของเรามีระยะควบคุมไกลกว่า 200 หลา ขณะที่คู่แข่งให้ระยะควบคุมด้วยรีโมตได้เพียง 100 หลา!”
4. กระตุ้นอารมณ์ให้เกิดการตอบสนอง
เคล็ดลับสุดท้ายในส่วนนี้คือกระตุ้นอารมณ์ของผู้ซื้อ จากนั้นอย่าลืมเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อตอบสนองต่อความรู้สึกนั้น คุณกระตุ้นอารมณ์ได้หลายแบบ เช่น ความโลภ ความอิจฉา ความกลัว ความรู้สึกผิด ความรัก ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น:
- ความกลัว: อย่าปล่อยให้หนูยึดพื้นที่ชีวิตคุณ ใช้กับดักหนูที่ไม่ทารุณสัตว์ของเราเลย!
- ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่: ทุกขวดที่คุณซื้อช่วยให้เด็กหนึ่งคนมีอาหารกินหนึ่งวัน
- ความภาคภูมิใจ: อยากดูดีมีระดับ ก็แต่งตัวให้ดูดี!
หัวใจสำคัญคือทำความเข้าใจลูกค้าเป้าหมายก่อน จดลักษณะของลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงความรู้สึกที่พวกเขามีต่อสิ่งต่าง ๆ และต่อตัวเอง เมื่อได้รายการนี้แล้ว คุณก็เริ่มเขียนคำอธิบายสินค้าที่สื่อถึงอารมณ์เหล่านี้ได้
คำถามที่พบบ่อย: วิธีเขียนคำอธิบายสินค้าให้ขายได้
คำอธิบายสินค้าที่ดีเป็นอย่างไร มีตัวอย่างไหม
คุณดูตัวอย่างคำอธิบายสินค้าที่ดีได้ในส่วนต่าง ๆ ด้านบน คำอธิบายสินค้าที่ดีควรระบุปัญหา กระตุ้นอารมณ์ของลูกค้า และนำเสนอทางแก้
เขียนคำอธิบายสินค้าทีละขั้นตอนอย่างไร
ขั้นตอนการเขียนคำอธิบายสินค้าที่ดีคือ เริ่มจากปัญหา เน้นให้เห็นความเดือดร้อนจากปัญหานั้น นำเสนอสินค้าของคุณเป็นทางแก้ แล้วจึงเขียนข้อความกระตุ้นให้ลงมือทำ
ควรเขียนอะไรในคำอธิบายสินค้า
คุณควรเขียนว่าสินค้าทำอะไรได้และแก้ปัญหาอะไร แม้จะต้องระบุคุณสมบัติของสินค้าด้วย แต่ควรให้น้ำหนักกับประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการซื้อมากกว่า
ควรจัดรูปแบบคำอธิบายสินค้าอย่างไร
รูปแบบคำอธิบายสินค้าที่เหมาะสมประกอบด้วย พาดหัว ปัญหา ทางแก้ รายละเอียดทางเทคนิค การตอบข้อกังวล และข้อความกระตุ้นให้ลงมือทำ
ข้อคิดส่งท้าย
จริงอยู่ที่ทุกวันนี้คนชอบวิดีโอและรูปภาพมากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่อ่านข้อความ พวกเขายังอ่านอยู่ ดังนั้น คำอธิบายสินค้าจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มอัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นลูกค้าให้ร้านดรอปชิปหรือร้านค้า E-Commerce ของคุณ
ทักษะการเขียนข้อความโฆษณาที่ดีเกิดจากประสบการณ์ อย่างน้อยที่สุด ฉันอยากให้คุณใส่ใจกับองค์ประกอบสี่ส่วนของข้อความโฆษณาที่ดี มีแหล่งเรียนรู้มากมายที่ช่วยให้คุณพัฒนาข้อความโฆษณาได้ จึงไม่ต้องกังวลหากตอนนี้ยังเขียนได้ไม่ลงตัว
อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนหรือแก้ไขข้อความโฆษณาสินค้าของคุณ ฉันอยากให้คุณปรับเขียนคำอธิบายสินค้าซ้ำไปเรื่อย ๆ จนพบจุดที่ลงตัวและข้อความของคุณเริ่มเปลี่ยนผู้อ่านให้เป็นผู้ซื้อ!





