ซื้อร้านดรอปชิป Shopify ที่เปิดขายอยู่: วิธีซื้อธุรกิจออนไลน์ที่ทำกำไร

ในบทความนี้ เราจะแนะนำแหล่งซื้อร้านค้า Shopify ที่ดีที่สุดให้คุณ แม้การสร้างร้านเองจะเป็นเรื่องง่าย แต่แต่ละคนมีทักษะและเงื่อนไขที่ต่างกัน ในบางสถานการณ์ การจ้างคนอื่นสร้างร้านให้จึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
เราจะพูดถึง:
- ห้าแหล่งซื้อร้านค้า Shopify ที่ดีที่สุด
- ข้อดีของการซื้อร้านแทนการสร้างเอง
- สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนใช้บริการผู้สร้างร้านค้า Shopify
พร้อมดูแหล่งซื้อร้านค้า Shopify สำเร็จรูปแล้วหรือยัง มาเริ่มกันเลย
ข้อดีของการซื้อร้านดรอปชิป Shopify สำเร็จรูป
แม้การสร้างร้านดรอปชิปด้วยตัวเองจะเป็นแนวคิดที่ดีมาก แต่การซื้อร้านสำเร็จรูปก็มีข้อดีเช่นกัน ได้แก่:
- ประหยัดเวลาสร้างร้านได้มาก
- ได้ร้านที่สร้างโดยมืออาชีพ
- เปิดดำเนินการร้านดรอปชิปที่พร้อมขาย
- ขายสินค้าขายดีที่ผ่านการวิจัย
มาดูข้อดีแต่ละข้อกัน
1. ประหยัดเวลาสร้างร้านค้า Shopify ได้มาก
คุณสามารถสร้างร้านค้า Shopify ได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวันจริง แต่ร้านแบบนั้นจะมีแค่โครงสร้างพื้นฐานที่เรียบง่ายมาก แค่เขียนหน้าข้อมูลทางกฎหมายก็อาจใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันแล้ว นอกจากนี้ คุณยังต้องสร้างคอลเลกชันสินค้า เลือกสินค้า เขียนคำอธิบายสินค้าใหม่ นำเข้าสินค้า และทำอีกหลายอย่าง
ตอนนี้คุณคงพอนึกออกแล้วว่าการสร้างร้านค้า Shopify ให้ดูสะดุดตาและเป็นมืออาชีพอาจใช้เวลานานแค่ไหน หากคุณไม่เคยใช้ Shopify มาก่อน บอกได้เลยว่าคุณอาจต้องลองปรับแต่งอยู่นานหลายสัปดาห์ กว่าจะรู้สึกพอใจกับร้านจริง ๆ การซื้อร้านค้า Shopify ที่เปิดขายอยู่แล้วอาจเป็นทางออก
นอกจากนี้ คุณอาจทำผิดพลาดจนต้องกลับมาแก้งาน ทำให้เสียเวลาเพิ่มกับสิ่งที่ควรทำเสร็จตั้งแต่ครั้งแรก ตัวอย่างหนึ่งคือเมื่อคุณยังไม่รู้ว่าธีม Shopify ทำอะไรได้บ้าง ก็จะต้องลองเปลี่ยนไปทีละธีม อีกทั้งยังต้องหารูปสินค้า วิดีโอ แบนเนอร์หลัก และอีกมากมาย
การสร้างร้านเองคุ้มค่ากับความพยายามอย่างแน่นอน แต่การซื้อร้านค้า Shopify ที่มีอยู่แล้วช่วยประหยัดแรงและลดความหงุดหงิดจากการทำงานหลายสัปดาห์ได้
2. ได้ร้านที่สร้างโดยมืออาชีพ
ร้านที่คุณซื้อเป็นร้านที่ดูเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่งานที่เอาส่วนต่าง ๆ มาปะติดปะต่อกันอย่างไม่เข้ากัน ร้านค้า Shopify ที่ซื้อทางออนไลน์มีคุณสมบัติแบบมืออาชีพดังนี้:
- ความสม่ำเสมอ
- ความสอดคล้อง
- ความเป็นมาตรฐาน
คุณอาจยังไม่รู้ว่าการสร้างร้านต้องใช้ชุดสีและคู่มือรูปแบบแบรนด์ ทั้งสองอย่างเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างแบรนด์ ซึ่งคุณต้องกำหนดมาตรฐานเอง
นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจที่สร้างร้านค้าออนไลน์ยังรู้ว่าความเร็วมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เราจึงเชื่ออย่างยิ่งว่าพวกเขาจะไม่ติดตั้งแอปที่ไม่จำเป็นในร้านค้า Shopify จนทำให้เว็บไซต์ช้าลง
หากคุณสร้างร้านค้า Shopify เอง คุณจะต้องลองใช้แอปต่าง ๆ แล้วจึงพบว่าแอปเหล่านั้นส่งผลเสียต่อธุรกิจออนไลน์ของคุณ
สุดท้าย หากมืออาชีพเป็นคนทำ สี ฟอนต์ และขนาดตัวอักษรจะสอดคล้องกลมกลืนกันทั้งหมด หากทำเอง คุณอาจต้องลองผิดลองถูกว่าสีไหนเข้ากัน หรือฟอนต์ไหนสื่อถึงแบรนด์ของคุณได้ดีที่สุด
3. เปิดดำเนินการร้านดรอปชิปที่พร้อมขาย
ร้านค้า Shopify ที่ซื้อทางออนไลน์พร้อมเปิดดำเนินการ ต่อไปนี้คือตัวอย่างรายการสิ่งที่คุณจะได้รับ:
- คอลเลกชันและสินค้าที่อัปโหลดแล้ว
- หน้าข้อมูลทางกฎหมาย เช่น นโยบายความเป็นส่วนตัว การจัดส่ง การคืนเงิน เกี่ยวกับเรา และอื่น ๆ
- แบนเนอร์หลักและวิดีโอสำหรับหน้าแลนดิ้งเพจ
- การเชื่อมต่อแอปจัดส่ง
- การเชื่อมต่อระบบประมวลผลการชำระเงิน
- แอปฐานข้อมูลซัพพลายเออร์
ลองคิดดูว่า เวลาของคุณมีมูลค่าเท่าไร หากคุณมีรายได้ชั่วโมงละ $30 และใช้เวลา 100 ชั่วโมงสร้างร้าน เท่ากับคุณใช้เวลาที่มีมูลค่า $3,000 ไปกับการสร้างร้าน
ในขณะที่คุณสามารถซื้อร้านได้ในราคาเริ่มต้นเพียง $299 ร้านลักษณะนี้เป็นร้านใหม่ที่มีสินค้าอยู่แล้ว และสร้างตามข้อกำหนดของคุณ ร้านพร้อมเปิดขาย คุณจึงประหยัดไปได้มากกว่า $2,700!
4. ขายสินค้าขายดีที่ผ่านการวิจัย

ร้านค้า Shopify สำเร็จรูปมีสินค้าอยู่แล้ว ร้านเหล่านี้เลือกตลาดเฉพาะกลุ่มมาอย่างรอบคอบ คุณจึงไม่ต้องเหนื่อยกับการหาสินค้าขายดีอีกต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มซื้อขายร้านค้า Shopify ที่คุณสามารถดูผลประกอบการด้านรายได้ของร้านได้ ผู้ขายบางรายทำเงินจากร้านเหล่านี้ได้มากพอแล้ว และไม่ต้องการทำต่อด้วยเหตุผลต่าง ๆ
สิ่งเดียวที่คุณต้องกังวลตอนนี้คือความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์ การนำเข้าสินค้าไปยังร้านค้า Shopify นั้นง่าย แต่การทำให้มั่นใจว่าซัพพลายเออร์เชื่อถือได้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยากกว่ามาก
ข่าวดีคือร้านค้า Shopify ที่ประกาศขายมีสินค้าขายดีอยู่แล้ว ผู้สร้างร้านใช้เครื่องมืออย่าง Tradelle เพื่อค้นหาว่าสินค้าใดเป็นที่ต้องการ หากคุณทำเอง คุณอาจตัดสินใจพลาดจนต้องเสียเงินค่าโฆษณาในภายหลัง
Tradelle เป็นซัพพลายเออร์ดรอปชิปและเครื่องมือวิจัยสินค้าที่ใช้ฟรี ซึ่งช่วยให้คุณค้นหาสินค้าขายดีได้ แต่หากต้องการใช้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด คุณต้องสมัครสมาชิกแบบชำระเงิน เราแนะนำให้ใช้เครื่องมือนี้หลังจากซื้อร้านค้า Shopify โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องการขยายธุรกิจหรือเพิ่มสินค้า
หากคุณซื้อร้านค้า Shopify สิ่งที่ต้องทำมีเพียงเริ่มลงโฆษณาแล้วรอยอดขาย บางครั้งคุณอาจซื้อร้านที่มีฐานลูกค้าประจำอยู่แล้วได้ด้วย แต่ร้านเหล่านี้จะมีราคาสูงกว่ามาก
ดรอปชิปทำกำไรได้มากแค่ไหน
ดรอปชิปเป็นรูปแบบธุรกิจที่ทำกำไรได้สูง เพราะคุณไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมาก ไม่มีค่าเช่า และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างพนักงานด้วยซ้ำ
สิ่งที่คุณต้องจ่ายมีเพียงค่าสมาชิก Shopify และ Tradelle ซึ่งรวมกันประมาณ $31 ต่อเดือน คุณสามารถสร้างร้านค้า Shopify ได้ในราคา $1 สำหรับเดือนแรก ส่วน Tradelle มีค่าใช้จ่ายเพียง $29.99
ลองดูสถานการณ์สมมตินี้:
- คุณจัดหาเคสโทรศัพท์จาก AliExpress ในราคา $1.81 (ดูภาพหน้าจอด้านล่าง)
- คุณขายเคสนี้ในร้านราคา $9.99 (ไม่รวมค่าจัดส่ง)

สมมติว่าคุณขายได้ 500 ชิ้นในหนึ่งเดือน รายได้รวมของคุณคือ 500 ชิ้น x ชิ้นละ $9.99 = $4,995
ต้นทุนสินค้าของคุณคือ 500 x $1.81 = $905 สมมติว่าคุณจ่ายค่าโฆษณา Facebook ไป $100 เมื่อรวมกับค่า Shopify อีก $25 จะมีค่าใช้จ่ายรวม $125
ดังนั้น ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของคุณคือต้นทุนสินค้าที่ขาย $905 + ค่าโฆษณา Facebook $100 + ค่า Shopify $25 = $1,030
กำไรสุทธิของคุณจึงเท่ากับ $3,965
จะเห็นได้ว่าดรอปชิปทำกำไรได้ แต่ปริมาณการขายคือหัวใจสำคัญ คุณต้องมั่นใจว่ากิจกรรมทางการตลาดของคุณสร้างยอดขายได้จริง
ซื้อร้านค้า Shopify ได้ที่ไหน
มีหลายแหล่งที่คุณสามารถซื้อธุรกิจ Shopify ได้ แต่แพลตฟอร์มซื้อขายเหล่านี้ไม่ได้ปลอดภัยทุกแห่ง เพื่อช่วยลดโอกาสซื้อจากผู้ขายที่หลอกลวง ต่อไปนี้คือรายชื่อแพลตฟอร์มซื้อขายร้านค้า Shopify ที่ดีที่สุด ซึ่งคุณสามารถเลือกซื้อธุรกิจออนไลน์ได้
- Empire Flippers
- Flippa Marketplace
- AdSellr
- EcommerceiFy
เว็บไซต์ซื้อขายร้านค้า Shopify เหล่านี้มีตัวเลือกมากมาย ทั้งธุรกิจค้าส่ง ธุรกิจที่เปิดดำเนินการอยู่แล้วและมีรายได้ดี หรือธุรกิจพิมพ์ตามสั่ง มาดูข้อดีข้อเสียและสิ่งที่แต่ละเว็บไซต์มีให้กัน
1. Empire Flippers

Empire Flippers เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายยอดนิยม ไม่ได้มีเฉพาะร้านค้า Shopify แต่รวมถึงร้านค้าบนทุกแพลตฟอร์ม ปัจจุบันขายร้านไปแล้วกว่า 2,000 ร้าน คิดเป็นมูลค่า $482 ล้าน
ฟีเจอร์ของ Empire Flippers
- ตัวกรอง: คุณกรองร้านตามตลาดเฉพาะกลุ่ม ประเภท ราคาต่ำสุด และราคาสูงสุดได้ สำหรับประเภทธุรกิจ คุณเลือกได้ทั้งดรอปชิป Amazon FBA โฆษณาแบบดิสเพลย์ SaaS และอีกมากมาย
- กำไรสุทธิ: ประกาศขายแต่ละรายการให้ข้อมูลสำคัญ เช่น ผลประกอบการที่พิสูจน์ได้ในรูปของกำไรสุทธิรายเดือนของร้านที่ขาย พร้อมแสดงรายได้รวมต่อเดือนและวิธีที่ร้านสร้างรายได้
- กราฟ: เมื่อคลิกประกาศขายร้าน คุณจะเห็นกราฟมากมายที่ช่วยประเมินผลประกอบการของร้านได้ คุณจะดูได้ว่าร้านสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่
ข้อดีของ Empire Flippers
- กรองประเภทร้านที่ต้องการซื้อได้ง่าย
- มีการวิเคราะห์จาก AHREF ที่แสดงสถานะด้าน SEO ของร้าน
- มีส่วนถามตอบ
- รับประกันธุรกรรมที่ปลอดภัยด้วยระบบเอสโครว์ที่ให้คนกลางถือเงินไว้
ข้อเสียของ Empire Flippers
ผู้ขายจ่ายค่าคอมมิชชัน 15% ให้ Empire Flippers ซึ่งคุณในฐานะผู้ซื้อน่าจะต้องรับภาระนี้
ร้านค้า Shopify สำเร็จรูปบนเว็บไซต์นี้มีราคาค่อนข้างสูง ร้านที่เราเห็นมีราคาตั้งแต่ $80,000 ถึง $1.5 ล้าน อย่างไรก็ตาม ร้านเหล่านี้มีเหตุผลที่ตั้งราคาเช่นนั้น เพราะมียอดขายอยู่แล้ว
2. Flippa Marketplace

Flippa มีรูปแบบธุรกิจคล้ายกับ Empire Flippers เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ที่คุณเลือกดูร้านที่สร้างบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ และเช่นเดียวกับ Empire Flippers คุณสามารถจำกัดการค้นหาให้แสดงเฉพาะร้านดรอปชิป Shopify ได้
ฟีเจอร์ของ Flippa
- การยืนยันตัวตน: Flippa มีกระบวนการยืนยันตัวตนที่แสดงว่าผู้ขายผ่านการตรวจสอบแล้วหรือไม่ กระบวนการนี้ช่วยให้ผู้ซื้ออย่างคุณมั่นใจได้ว่ากำลังติดต่อกับธุรกิจที่มีตัวตนจริง
- ข้อมูล: ผลการค้นหาประกาศขายมีสรุปรายละเอียดสำคัญ เช่น อุตสาหกรรม ตลาดเฉพาะกลุ่ม รูปแบบการสร้างรายได้ และอายุของร้าน
- ติดตามประกาศ: คุณไม่จำเป็นต้องซื้อร้านทันที เพราะมีฟีเจอร์ให้ติดตามประกาศขายและดูความเคลื่อนไหวได้
ข้อดีของ Flippa
- มีกระบวนการยืนยันตัวตนที่พิสูจน์ว่าบุคคลหรือธุรกิจมีตัวตนจริง
- ดูอัตรากำไรของร้านที่ประกาศขายได้ง่าย
- ประกาศขายระบุจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์หรือยอดดูหน้าเว็บต่อเดือนของร้าน
- รับประกันธุรกรรมที่ปลอดภัยด้วยระบบเอสโครว์ที่ให้คนกลางถือเงินไว้
ข้อเสียของ Flippa
- ร้านมีราคาสูง
ที่นี่มีร้านขายในราคาเริ่มต้นเพียง $16,000 และร้านเหล่านี้ทำกำไรได้ประมาณ $4,000 ต่อเดือน คุณจึงคาดว่าจะคืนทุนได้เร็วที่สุดภายในสี่เดือน
3. AdSellr

AdSellr เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายที่มีบริการหลากหลาย นอกจากขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซแล้ว ยังมีบริการจัดการโฆษณา Facebook คอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้าง และอีกมากมาย
ฟีเจอร์ของ AdSellr
- ราคาย่อมเยา: คุณอาจซื้อร้านค้า Shopify ได้ในราคาไม่เกิน $389 ซึ่งรวมสินค้าขายดีหลายรายการที่คัดสรรตามตลาดเฉพาะกลุ่มที่คุณต้องการไว้แล้ว
- ส่งมอบรวดเร็ว: คุณอาจได้รับร้านเร็วที่สุดภายในห้าวัน ระยะเวลาสร้างร้านขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าที่คุณต้องการ
- ซัพพลายเออร์ในสหรัฐฯ : คุณคาดหวังได้ว่าสินค้าในร้านจะมาจากซัพพลายเออร์ในสหรัฐฯ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีหากคุณต้องการเจาะตลาดสหรัฐฯ
ข้อดีของ AdSellr
- ได้ร้านที่มีเอกลักษณ์ตามตัวเลือกของคุณ
- ร้านได้รับการปรับแต่งเพื่อ SEO
- ได้รับผู้ติดตาม Instagram ฟรี 10,000 คน พร้อมบัญชี Instagram
ข้อเสียของ AdSellr
- ยิ่งมีสินค้ามาก ราคายิ่งสูง ร้านที่มีสินค้า 100 รายการมีราคา $2,250
โดยรวมแล้ว AdSellr เป็นเอเจนซีการตลาดที่ช่วยเจ้าของธุรกิจดึงดูดผู้เข้าชม จัดการโฆษณาให้เปลี่ยนเป็นยอดขาย และพัฒนาร้านค้า Shopify ให้เป็นธุรกิจออนไลน์ที่เติบโตได้ดี
โปรดทราบว่าร้านที่คุณซื้อจากที่นี่ยังไม่ได้สร้าง คุณต้องพูดคุยกับทีมงานเกี่ยวกับรูปแบบที่ต้องการ ต่างจาก Flippa หรือ Empire Flippers ที่ร้านค้า Shopify เปิดขายและใช้งานได้แล้ว กล่าวคือคุณกำลังจ้างมืออาชีพของ AdSellr ให้สร้างร้านค้า Shopify ตั้งแต่ต้น
4. Ecommerceify

นายหน้าซื้อขายธุรกิจรายนี้มีร้านค้า Shopify ให้เลือกสามประเภท: ร้านสั่งทำ ร้านสำเร็จรูป และร้านดรอปชิป ประเภทแรกเหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่มีสินค้าของตัวเอง ไม่ใช่ผู้ขายดรอปชิป ประเภทที่สองเป็นร้านสำเร็จรูปที่มีสินค้าขายดีอยู่แล้ว ส่วนประเภทที่สามทำมาเพื่อผู้ขายดรอปชิปโดยเฉพาะ
ฟีเจอร์ของ Ecommerceify
- ตั้งค่าครบถ้วน: ร้านค้า Shopify ที่ส่งมอบให้คุณมีทุกอย่างที่จำเป็นแล้ว ทั้งสินค้าขายดี ใบรับรอง SSL และระบบประมวลผลการชำระเงิน สิ่งที่คุณต้องทำต่อจากนี้มีเพียงทำการตลาดให้ร้านและจัดการออเดอร์
- บริการช่วยเหลือ: ทีมงานจะให้ความช่วยเหลือแม้ส่งมอบร้านค้า Shopify แล้ว ซึ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะหากคุณไม่มีประสบการณ์สร้างร้านดรอปชิป Shopify ด้วยตัวเอง
- โพสต์โซเชียลมีเดีย: การซื้อร้านค้า Shopify รวมสื่อการตลาดสำหรับโซเชียลมีเดียด้วย นอกจากร้านแล้ว ทีมงานจะออกแบบกราฟิกให้คุณนำไปใช้กับโฆษณาหรือแคมเปญโซเชียลมีเดียได้
ข้อดีของ Ecommerceify
- เลือกสร้างร้านตามความต้องการของคุณได้
- ร้านมีสินค้าขายดีใส่ไว้ให้แล้ว
- ร้านที่ซื้อเชื่อมต่อเกตเวย์การชำระเงินไว้แล้ว
- ธุรกรรมทางธุรกิจทั้งหมดปลอดภัยด้วยฟีเจอร์เอสโครว์ที่ให้คนกลางถือเงินไว้
ข้อเสียของ Ecommerceify
- ไม่เปิดเผยซัพพลายเออร์ของร้านดรอปชิป
Ecommerceify เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมหากคุณมีงบจำกัด ร้านดรอปชิปมีราคาเพียง $149 เริ่มต้นได้ด้วยการกรอกแบบฟอร์มและให้รายละเอียดให้มากที่สุด ทีมงานจะติดต่อคุณเพื่อพูดคุยถึงสิ่งที่ต้องการ แล้วจึงเริ่มสร้างร้านค้า Shopify
5. แพลตฟอร์มจ้างฟรีแลนซ์

ตัวเลือกสุดท้ายที่เราแนะนำคือซื้อร้านค้า Shopify จากแพลตฟอร์มจ้างฟรีแลนซ์ เช่น Fiverr และ Upwork ในรูปแบบนี้ คุณจะติดต่อกับฟรีแลนซ์ที่สร้างร้านตามข้อกำหนดของคุณ
ฟีเจอร์ของแพลตฟอร์มจ้างฟรีแลนซ์
- ตัวเลือกมากมาย: เนื่องจากเป็นเว็บไซต์รวมฟรีแลนซ์ คุณจึงมีตัวเลือกหลายร้อยราย และผู้ขายหลายรายยังแถมบริการหรือของพิเศษต่าง ๆ ให้ด้วย
- ราคา: ร้านค้า Shopify มีราคาย่อมเยา หากใช้ Fiverr คุณน่าจะซื้อร้านค้า Shopify ได้ในราคาเริ่มต้นเพียง $100 ส่วน Upwork ต่างออกไปเล็กน้อย เพราะฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่คิดค่าบริการเป็นรายชั่วโมง
- ความปลอดภัย: ในฐานะผู้ซื้อ คุณคาดหวังให้แพลตฟอร์มเหล่านี้คุ้มครองเงินของคุณได้ แพลตฟอร์มใช้บริการเอสโครว์เพื่อถือเงินที่คุณชำระไว้ และจะจ่ายให้ผู้ขายหรือผู้สร้างร้านเมื่อคุณพอใจกับผลงานแล้วเท่านั้น
ข้อดีของแพลตฟอร์มจ้างฟรีแลนซ์
- มีฟรีแลนซ์ให้เลือกทำงานด้วยมากมาย
- แพลตฟอร์มมีการคุ้มครองผู้ซื้อ
- ร้องเรียนและขอเงินคืนได้หากไม่พอใจ
ข้อเสียของแพลตฟอร์มจ้างฟรีแลนซ์
- ผู้ให้บริการบางรายจะให้เพียงร้านค้า Shopify ที่ใช้รูปแบบสำเร็จรูปเหมือน ๆ กัน
ใช้เวลาตรวจสอบและพูดคุยกับฟรีแลนซ์ให้รอบคอบ อ่านประกาศบริการให้ละเอียดและทำความเข้าใจข้อจำกัดของสิ่งที่เสนอ ควรปรึกษาและถามให้ชัดเจนว่าคุณจะได้อะไรบ้างจากเงินที่จ่าย แทนที่จะต้องมาร้องเรียนและขอให้คนกลางตัดสินข้อพิพาทภายหลัง
สิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อร้านค้า Shopify สำเร็จรูป
ก่อนตัดสินใจซื้อหรือเซ็นข้อตกลง มีเรื่องสำคัญที่คุณต้องพิจารณา เพราะเมื่อซื้อแล้ว คุณคงไม่อยากมานึกเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง
1. สินค้าและซัพพลายเออร์
มีสินค้าอยู่หลายล้านรายการและซัพพลายเออร์หลายหมื่นราย ก่อนซื้อร้าน คุณต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบว่ามีสินค้าอะไรอัปโหลดไว้บ้าง และใครเป็นผู้ขายสินค้าเหล่านั้น
อย่าลืมหาให้ได้ว่าซัพพลายเออร์คือใคร แล้วลองซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์รายนั้นเพื่อตรวจสอบคุณภาพ หากคุณยังไม่รู้ รูปสินค้ามักดูดีเสมอ แต่สินค้าจริงกลับแย่มาก สิ่งที่คุณคงไม่อยากเจอคือการซื้อร้านสำเร็จรูปที่มีแต่สินค้าคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน
เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาหากธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่คุณซื้อเปิดดำเนินการมาหลายปีแล้ว หากร้านมียอดขายและทำกำไรได้ ก็หมายความว่าสินค้ามีคุณภาพสูงและผู้ขายมีฐานลูกค้าขนาดพอสมควร
2. ฟังก์ชันและแอป
ถามผู้ขายว่าร้านค้า Shopify มีแอปอะไรบ้าง และต้องสมัครสมาชิกแบบชำระเงินหรือไม่ Shopify มีแอปหลายพันตัว แม้ส่วนใหญ่ใช้ฟรี แต่คุณจะใช้ฟังก์ชันได้ครบก็ต่อเมื่อจ่ายค่าสมาชิก
หนึ่งในแอปสำคัญที่สุดที่ควรตรวจสอบคือเครื่องมือนำเข้าสินค้าจากซัพพลายเออร์ แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ถูก และอาจมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อย $30 ต่อเดือน
ตรวจสอบเรื่องนี้หากร้านที่คุณซื้อมีสินค้าอัปโหลดไว้แล้ว และทำเช่นเดียวกันหากคุณซื้อธุรกิจ Shopify ที่เปิดดำเนินการอยู่
อีกเรื่องที่ควรถามคือระบบประมวลผลการชำระเงิน เช่น หากผู้ขายใช้ Stripe คุณควรรู้ว่า Stripe ไม่ได้ให้บริการในทุกประเทศ หากคุณอยู่ในประเทศที่ไม่มีบริการ Stripe ก็ต้องเตรียมศึกษาระบบประมวลผลการชำระเงินอื่นไว้เป็นทางเลือก
3. ประเด็นทางกฎหมายและธุรกิจ
สุดท้าย ให้สอบถามปัญหาทางธุรกิจของร้านที่คุณซื้อ เช่น หนี้สิน กรรมสิทธิ์ หุ้นส่วน และปัญหาอื่นในลักษณะเดียวกัน คุณคงไม่อยากซื้อร้านที่ติดหนี้ซัพพลายเออร์อยู่
ปัญหานี้จะมีเฉพาะกรณีที่คุณซื้อร้านค้า Shopify ซึ่งเป็นของบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว หากซื้อร้านสำเร็จรูปจากฟรีแลนซ์ เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา
คำถามที่พบบ่อย: การซื้อร้านดรอปชิป Shopify สำเร็จรูป
ซื้อร้านค้า Shopify สำเร็จรูปคุ้มไหม
คุ้ม เพราะการซื้อร้านค้า Shopify สำเร็จรูปช่วยประหยัดเวลาได้มากและไม่ต้องหงุดหงิดกับการสร้างร้านเอง
ซื้อร้านค้า Shopify ที่มีอยู่แล้วได้ไหม
ได้ มีร้านค้า Shopify ที่เปิดอยู่แล้วให้ซื้อ แต่ร้านเหล่านี้อาจทำเงินอยู่หรือไม่ก็ได้ จึงควรระมัดระวัง
สร้างร้านค้า Shopify ก่อนจ่ายเงินได้ไหม
ทำไม่ได้ แต่คุณสามารถเลือกดูร้านค้า Shopify ที่มีอยู่แล้วหรือร้านสำเร็จรูป แล้วเลือกร้านที่ต้องการได้
จะรู้ได้อย่างไรว่าสร้างร้านค้า Shopify เสร็จแล้ว
ผู้สร้างจะแจ้งเมื่อร้านพร้อม ก่อนตกลงรับมอบ อย่าลืมทดสอบร้านให้แน่ใจ
ส่งท้าย
ขั้นตอนถัดไปที่เราแนะนำคือลองดูผู้ให้บริการร้านค้า Shopify ที่แนะนำไว้ ใช้เวลาอ่านรายละเอียดบริการ แล้วตัดสินใจว่าใครให้บริการได้ดีที่สุดตามความต้องการของธุรกิจคุณ จากนั้นคุณก็สามารถเพิ่มสินค้าที่ตรงกับความต้องการในปัจจุบันและกำลังเป็นกระแสลงในร้านที่สร้างเสร็จแล้ว โดยค้นหาและนำเข้าสินค้าได้จาก Tradelle.





