วิธีขายร้านค้า Shopify: คู่มือขายธุรกิจดรอปชิปของคุณ

บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกรายละเอียดของการขายร้านดรอปชิป Shopify
เราจะพูดถึงเรื่องต่อไปนี้:
- เหตุผลที่ควรขายร้านดรอปชิป Shopify ของคุณ
- เคล็ดลับขายร้านค้าให้สำเร็จ
- สิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อขายร้านดรอปชิป
- สองแหล่งขายร้านดรอปชิปที่ดีที่สุด
คุณควรเข้าใจบทบาทของนายหน้าซื้อขายธุรกิจในกระบวนการขาย เพราะนายหน้าสามารถช่วยประเมินมูลค่าร้าน หาผู้ซื้อที่มีแนวโน้มสนใจ และจัดการกระบวนการขายได้
การเข้าใจมูลค่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมขาย
ท้ายที่สุด เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณพร้อมก่อนเริ่มลงประกาศขายร้านค้าออนไลน์ในตลาดซื้อขาย เพื่อเพิ่มโอกาสดึงดูดผู้ซื้อ มาเริ่มกันเลย
เหตุผลที่ควรขายร้านดรอปชิป Shopify ของคุณ
ไม่ว่าคุณอยากขายกิจการเพื่อถอนตัวอย่างคุ้มค่าหรือแค่อยากเปลี่ยนอาชีพ ก็มีเหตุผลมากมายที่คุณอาจอยากขายร้านดรอปชิป Shopify ในส่วนนี้ เราจะมาดูเหตุผลที่พบบ่อยที่สุด
1. คุณต้องการเงินสด
คนส่วนใหญ่อาจมีช่วงหนึ่งในชีวิตที่เงินไม่พอใช้ การรอให้ธุรกิจสร้างเงินได้ตามที่ต้องการอาจต้องใช้เวลา บางครั้งอาจนานหลายปี การขายธุรกิจตอนนี้จึงอาจเป็นทางเลือกที่ดี
ทำไมคุณถึงต้องการเงินสด ต่อไปนี้คือเหตุผลที่สมควร:
- คุณต้องจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน ค่าเรียนมหาวิทยาลัย เป็นต้น
- คุณอยากซื้อทรัพย์สิน เช่น บ้านหรือรถคันใหม่
- คุณต้องการเงินไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน
เหตุผลที่ต้องการเงินสดทันทีไม่มีถูกหรือผิด คุณเพียงต้องแน่ใจว่าขายธุรกิจในราคาที่เหมาะสม ซึ่งกำหนดได้จากการประเมินกำไรสุทธิต่อเดือน ตัวเลขนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินมูลค่าร้านค้า Shopify เพราะช่วยให้ตั้งราคาขายที่แข่งขันได้และดึงดูดผู้ซื้อที่มีแนวโน้มสนใจ
2. คุณอยากเปลี่ยนความสำเร็จเป็นเงินก้อน
หลายคนอยากทำดรอปชิปแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร อีกกลุ่มคือคนที่เคยล้มเหลวและอยากซื้อร้านดรอปชิปที่ไปได้ดี แทนที่จะต้องเสี่ยงล้มเหลวอีกครั้ง คนเหล่านี้คือกลุ่มเป้าหมายของคุณ
หากคุณสร้างร้านดรอปชิปที่ประสบความสำเร็จ เท่ากับคุณสร้างสิ่งที่มีมูลค่าขึ้นมาแล้ว คุณจึงขายร้านในราคาสูงได้ ผู้ซื้อที่มีประสบการณ์มักมองหาธุรกิจที่มีมูลค่า และสามารถเจรจาให้ได้ราคาที่เป็นธรรม
ในฐานะเจ้าของธุรกิจ คุณย่อมรู้ว่าร้านดรอปชิปของคุณอาจเริ่มมีศักยภาพในการขายลดลงเมื่อใด ลองดูตัวอย่างนี้:

ความสนใจในฟิดเจ็ตสปินเนอร์ขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2022 หากคุณเป็นผู้ขายดรอปชิปที่มองการณ์ไกล คุณคงขายธุรกิจนี้ในช่วงนั้นและทำเงินได้มหาศาล แต่ถ้าคุณรอต่อไป ก็จะไม่มีใครสนใจซื้อร้านของคุณอีก เพราะกระแสฟิดเจ็ตสปินเนอร์จบลงแล้ว
นอกจากนี้ คุณอาจอยากขายธุรกิจในขณะที่ยังไปได้ดี เพราะคุณใช้ศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่แล้ว คุณอาจรู้สึกว่าพัฒนาทักษะมาได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
นั่นหมายความว่าคุณไม่มีความสามารถพอที่จะขยายธุรกิจต่อไปได้แล้ว ในกรณีนี้ คุณควรส่งต่อให้คนที่พาธุรกิจของคุณเติบโตไปอีกขั้นได้
3. คุณไม่สนใจธุรกิจนี้แล้ว
การทำธุรกิจเป็นเรื่องยาก บางคนเพิ่งตระหนักถึงเรื่องนี้หลังจากได้บริหารธุรกิจของตัวเอง แม้ธุรกิจของคุณจะไปได้ดี ก็เป็นไปได้ว่าคุณไม่อยากทุ่มเทให้กับดรอปชิปอีกต่อไป และอยากหันไปทำธุรกิจอื่น
บางคนอาจค่อย ๆ หมดความสนใจในดรอปชิป หรืออาจหมดแรงจูงใจ ชีวิตอาจนำโอกาสหรือเรื่องอื่นที่เราอยากให้ความสำคัญเข้ามา และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ดีในการเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น
หากเป็นเช่นนั้น การขายธุรกิจก็เป็นทางเลือกที่ดี หากขายแล้วได้เงินก้อนใหญ่ คุณสามารถนำเงินนี้ไปเริ่มธุรกิจใหม่ หรือเพียงใช้ชีวิตให้มีความสุขกับผลตอบแทนจากความทุ่มเทที่ผ่านมา
4. ธุรกิจกำลังไปไม่รอด
นี่ไม่ใช่เหตุผลที่ดีในการขาย แต่ก็เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น ที่ว่าไม่ดีเพราะคุณอาจหาผู้ซื้อได้ยาก แต่ข้อดีก็คือคุณไม่ต้องทุ่มเงินให้กับธุรกิจที่ขาดทุนต่อไป
จะขายได้หรือไม่ ขายได้ แต่ต้องมีประวัติยอดขายให้ดู และข้อมูลยอดขายนี้ต้องแสดงให้เห็นว่าราคาที่คุณเรียกนั้นสมเหตุสมผล คุณสามารถบอกผู้ซื้อที่สนใจได้ว่าคุณหยุดทำการตลาดและโฆษณา จึงไม่มียอดขายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
คุณอาจบอกได้เช่นกันว่าหยุดโฆษณาเพราะไปทุ่มเทให้กับเรื่องอื่น ไม่ว่าจะใช้เหตุผลใด คุณต้องอธิบายให้น่าเชื่อถือ
5. คุณเกลียดการทำดรอปชิป
เหตุผลนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย นักแสดงบางคนเริ่มเกลียดอาชีพของตัวเอง คนในวงการกีฬาก็เป็นเช่นเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะเลือกทำงานหรืออาชีพหนึ่งจนประสบความสำเร็จ แล้วเพิ่งรู้ตัวว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ต้องการในชีวิต
หากคุณรู้สึกเช่นนี้ ทางที่ดีที่สุดคือขายธุรกิจตอนนี้ก่อนที่จะหมดแรงจูงใจ หากไม่ขาย ธุรกิจของคุณจะล้มเหลว และจะขายได้ยากขึ้นในภายหลัง
การขายร้านค้าสองรูปแบบ: ประมูลและเหมาจ่าย
คุณขายร้านค้าทางออนไลน์ได้สองวิธี คุณสามารถตั้งราคาขายแบบเหมาจ่าย หรือเปิดให้แข่งขันเสนอราคาระหว่างผู้ซื้อที่สนใจ อีกทางเลือกคือการขายโดยตรงให้ผู้ซื้อเฉพาะราย หรือขายผ่านกลุ่มและชุมชนออนไลน์ ซึ่งอาจมีข้อดี เช่น ได้ราคาขายสูงขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา ทั้งความไว้วางใจและประเด็นทางกฎหมาย นอกจากนี้ การใช้ตลาดซื้อขายธุรกิจออนไลน์อาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพกว่าในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจให้เข้าถึงผู้ซื้อจำนวนมากขึ้นที่สนใจซื้อแอป เว็บไซต์ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ในส่วนนี้ เราจะมาดูทางเลือกสองรูปแบบนี้และชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย
1. ขายร้านค้า Shopify ด้วยการประมูลหรือเสนอราคา
แหล่งที่ดีที่สุดสำหรับขายเว็บไซต์ด้วยการประมูลคือ Flippa คุณสามารถลงประกาศขายร้านดรอปชิป Shopify ที่นี่ แล้วผู้ซื้อที่สนใจจะเข้ามาเสนอราคา การประมูลช่วยดึงดูดผู้ซื้อได้ด้วยบรรยากาศการแข่งขันที่ผู้สนใจต่างเข้ามาเสนอราคา ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดเป็นผู้ชนะ
ข้อดีของการขายร้านค้า Shopify ผ่านการประมูลมีดังนี้:
- คุณได้เงินมากกว่าราคาที่ตั้งไว้อย่างน้อย 15%
- ในฐานะผู้ขาย คุณเลือกได้ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธราคาที่เสนอ
- ระบบจะปฏิเสธข้อเสนอโดยอัตโนมัติภายใน 72 ชั่วโมง
หากคุณยอมรับข้อเสนอจากผู้ประมูล ประกาศขายจะปิดลง และคุณต้องดำเนินการซื้อขายให้เสร็จสมบูรณ์
ในเรื่องราคา 15% เป็นส่วนเพิ่มขั้นต่ำที่กำหนดไว้โดยค่าเริ่มต้น หากคุณต้องการขายร้านในราคา $10,000 ซึ่งเป็นราคาที่คุณตั้งไว้ ผู้ประมูลจะยื่นข้อเสนอได้ก็ต่อเมื่อเสนออย่างน้อย $11,500
ข้อเสียอย่างหนึ่งของวิธีนี้คือคุณจะดึงดูดได้เฉพาะคนที่สนใจร้านของคุณอย่างจริงจัง คนที่แค่เข้ามาดูจะไม่ยื่นข้อเสนอ เพราะคิดว่าการประมูลทำให้ต้องจ่ายแพงเกินความจำเป็น
ข่าวดีคือผู้ซื้อกำหนดราคาประมูลสูงสุดได้ โดยผู้ประมูลรายอื่นจะไม่เห็นตัวเลขนี้ ระบบจะค่อย ๆ เพิ่มราคาเสนอให้ การเพิ่มราคาทีละขั้นโดยอัตโนมัตินี้ทำให้มีโอกาสสูงมากที่คุณจะได้เงินมากขึ้น
2. ขายร้านค้า Shopify แบบเหมาจ่าย
วิธีขายเว็บไซต์ที่พบบ่อยที่สุดคือการขายแบบเหมาจ่าย ซึ่งหมายถึงการตั้งราคาขายไว้ การเสนอซื้อแบบเหมาจ่ายเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในการซื้อขายธุรกิจออนไลน์ แพลตฟอร์มอย่าง Flippa และ Shopify Exchange Marketplace ช่วยให้ขายกิจการรวมถึงร้านค้า Shopify ได้ โดยให้ผู้ขายลงประกาศธุรกิจพร้อมราคาขายที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อสามารถเสนอราคาต่ำกว่าที่คุณตั้งไว้ได้ เช่นเดียวกับการยื่นข้อเสนอซื้อบ้าน
ข้อดีของการขายแบบเหมาจ่ายมีดังนี้:
- ราคาชัดเจน
- คุณคำนวณมูลค่าธุรกิจได้ง่ายและนำมาใช้เป็นราคาขายได้
- คุณไม่จำเป็นต้องพึ่งตลาดซื้อขาย
คุณสามารถลงประกาศขายร้านผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียได้ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือจะมีคนสอบถามเข้ามากวนใจมากมาย คนเหล่านี้ไม่ได้ตั้งใจซื้ออย่างจริงจัง เพียงแค่อยากรู้เท่านั้น
การขายแบบเหมาจ่ายยังมีค่าธรรมเนียมในอัตราที่กำหนดไว้ด้วย หากคุณขายผ่าน Flippa หรือเว็บไซต์ลักษณะเดียวกัน โดยทั่วไปค่าธรรมเนียมอยู่ระหว่าง 0% ถึง 14%
การเลือกวิธีขายระหว่างสองรูปแบบนี้ไม่มีถูกหรือผิด โดยรวมแล้ว การประมูลเป็นทางเลือกที่ดีกว่าหากคุณคิดว่ามีคนต้องการซื้อร้านของคุณเป็นจำนวนมาก การขายด้วยการประมูลจะเหมาะก็ต่อเมื่อคุณรู้ว่ามีคนจำนวนมากต้องการสิ่งที่คุณเสนอขาย หากไม่เป็นเช่นนั้น การขายแบบเหมาจ่ายคือวิธีที่ดีที่สุด
คุณควรขายร้านในราคาเท่าไร
การคำนวณมูลค่าตลาดที่เป็นธรรมของร้านเป็นเรื่องซับซ้อน โดยธรรมชาติแล้ว คนที่ขายธุรกิจย่อมอยากคิดค่าความทุ่มเทและเวลาที่ลงไปด้วย แต่ผู้ซื้อไม่ได้คิดเช่นนั้น ธุรกิจออนไลน์ โดยเฉพาะร้านค้า Shopify สร้างขึ้นได้ง่าย
เพราะสร้างได้ง่าย คุณจึงนำร้านค้าออนไลน์ไปเทียบกับทรัพย์สินที่จับต้องได้อย่างอาคารไม่ได้ จำนวนชั่วโมงที่คุณใช้สร้างร้านอาจไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะรองรับราคาที่ตั้งไว้
แล้วควรตั้งราคาร้านอย่างไร วิธีที่ดีที่สุดคือใช้กระบวนการที่เรียกว่าการประเมินมูลค่าธุรกิจ ทำอย่างไรบ้าง การคำนวณราคาธุรกิจมีหลายวิธี
ตัวอย่างวิธีที่ใช้มีดังนี้:
- การประเมินมูลค่าตลาด: ใช้ได้เฉพาะกับบริษัทที่มีหุ้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
- วิธีตัวคูณรายได้: นำรายได้ในช่วงเวลาหนึ่งมาคูณด้วยตัวคูณ โดยตัวคูณขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม
- วิธีตัวคูณกำไร: มูลค่าอิงจากกำไร ไม่ใช่แค่รายได้
- วิธีคิดลดกระแสเงินสด: วิธีนี้อิงจากประมาณการกระแสเงินสดในอนาคต
- มูลค่าตามบัญชี: มูลค่านี้ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท
วิธีเหล่านี้ค่อนข้างซับซ้อน และคุณอาจต้องให้นักบัญชีช่วยคำนวณ วิธีที่ง่ายที่สุดคือมูลค่าตามบัญชี เพราะเพียงนำหนี้สินไปหักออกจากสินทรัพย์
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด และเราไม่แนะนำ เพราะสินทรัพย์ของร้านค้าออนไลน์ไม่ได้มีมูลค่าสูงนัก หากดูเฉพาะตัวร้านค้า Shopify ก็มีมูลค่าเท่ากับราคาธีมเท่านั้น
วิธีที่เราแนะนำในการประเมินมูลค่าร้านค้า Shopify เพื่อขายคือนำกำไรเฉลี่ยต่อเดือนมาคูณ 15 ถึง 30 เท่า นี่เป็นเพียงขั้นต่ำสุดเท่านั้น
ลองดูตัวอย่างนี้ โดยจำนวนเงินดอลลาร์คือกำไร
- มกราคม: $1,942
- กุมภาพันธ์: $1,657
- มีนาคม: $2,345
- เมษายน: $1,224
- พฤษภาคม: $3,213
- มิถุนายน: $1,456
- กรกฎาคม: $4,316
- สิงหาคม: $3,123
- กันยายน: $1,578
- ตุลาคม: $1,842
- พฤศจิกายน: $1,883
- ธันวาคม: $2,953
กำไรเฉลี่ยต่อเดือนในปีนี้คือ $2,294 หากคูณด้วย 15 จะได้มูลค่า $34,415 เราจึงจะขายร้านในราคานี้
คุณเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะใช้ตัวคูณ 15x หรือมากกว่านั้น แน่นอนว่าคุณต้องคำนึงถึงค่าความนิยมหรือความโดดเด่นของแบรนด์ด้วย
อย่างไรก็ตาม ค่าความนิยมไม่มีมาตรฐานในการกำหนดราคา ลองคิดดู คุณไม่อาจตีราคา Nike, Coca-Cola หรือ Disney ได้ง่าย ๆ ชื่อเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันทุกบ้านและมีมูลค่าหลายพันล้าน ซึ่งไม่ได้มาจากสินทรัพย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าความนิยมหรือความนิยมของแบรนด์ด้วย
อีกวิธีคือขายธุรกิจที่ 3x ของกำไรทั้งปี ในกรณีนี้ กำไรรวมทั้งปีคือ $27,532 หากขายที่ 3x ของจำนวนนี้ คุณจะขายร้านได้ในราคา $82,596 แน่นอนว่าผู้ซื้ออาจต่อรองราคา คุณจึงควรเตรียมพร้อมไว้
ข้อสำคัญ: ตั้งราคาขายร้านดรอปชิป Shopify โดยอิงจากกำไร ไม่ใช่รายได้
วิธีโอนทรัพย์สิน
เมื่อผู้ซื้อชำระเงินครบแล้ว ก็ถึงเวลาโอนทรัพย์สิน ต้องทำอย่างไรบ้าง หลัก ๆ แล้วคุณต้องให้สถานะเจ้าของหรือสิทธิ์เข้าถึงบัญชีเจ้าของแก่ผู้ซื้อ
ขั้นแรก คุณต้องเพิ่มอีเมลของผู้ซื้อในส่วนผู้ดูแลระบบ Shopify และกำหนดให้เป็นพนักงาน จากนั้นผู้ซื้อต้องตั้งค่าบัญชีพนักงานให้เสร็จสมบูรณ์จากฝั่งของตน
เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว คุณจึงเปลี่ยนสถานะของผู้ซื้อเป็นเจ้าของได้ หลังจากเปลี่ยนแล้ว คุณจะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงร้านในฐานะผู้ดูแลระบบอีกต่อไป คุณยังเป็นผู้ร่วมงานหรือพนักงานได้ แต่สิทธิ์และอำนาจของผู้ดูแลระบบจะเป็นของผู้ซื้อ
ในการดำเนินการนี้ ให้ไปที่ ร้านค้า > การดำเนินการ > โอนกรรมสิทธิ์ > โอนร้านค้า เมื่อเสร็จแล้ว เจ้าของใหม่จะได้รับอีเมลและต้องทำตามคำแนะนำ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มบัตรเครดิต และเลือกใช้แพ็กเกจ Shopify เดิมหรืออัปเกรด
หากผู้ซื้อทำขั้นตอนนี้ไม่ครบ การโอนทั้งหมดจะถูกพักไว้
สิ่งที่คุณไม่ควรทำเด็ดขาดคือโอนกรรมสิทธิ์ก่อนรับเงินค่าร้าน ทางที่ดีที่สุดคือให้ผู้ซื้อใช้บัญชีพนักงานเท่านั้น อย่าเพิ่งให้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ
เมื่อโอนเสร็จแล้ว คุณจึงให้ข้อมูลอื่นแก่ผู้ซื้อได้ เช่น ข้อมูลสำหรับเข้าสู่ระบบในหน้าผู้ดูแลระบบ นอกจากนี้ คุณยังต้องโอนกรรมสิทธิ์ของสิ่งต่อไปนี้ด้วย:
- ชื่อโดเมน
- แอปที่คุณซื้อไว้ใช้กับร้านค้า Shopify
- ข้อมูลเข้าสู่ระบบขายหน้าร้านหรือ POS หากมี
- ข้อมูลเข้าสู่บัญชี Facebook หรือบัญชีโซเชียลมีเดียอื่น ๆ
ยิ่งร้านของคุณซับซ้อนมากเท่าไร การโอนกรรมสิทธิ์ก็ยิ่งใช้เวลานานขึ้น โปรดทราบว่าขั้นตอนการโอนทรัพย์สินอื่นแตกต่างจาก Shopify การโอนร้านค้า Shopify ไม่ได้หมายความว่าแอปทุกตัวที่เชื่อมโยงกับร้านจะโอนตามไปโดยอัตโนมัติ
สองตลาดซื้อขายที่ดีที่สุดสำหรับขายร้านดรอปชิป Shopify
ปัจจุบันมีแหล่งขายธุรกิจ Shopify ที่เชื่อถือได้และไว้ใจได้เพียงสองแห่งคือ Empire Flippers และ Flippa การเลือกตลาดซื้อขายที่เหมาะสมสำคัญอย่างยิ่งต่อการขายให้ได้มูลค่าสูงสุดและดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ การขายร้านค้าออนไลน์ Shopify ผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้มักมีประสิทธิภาพมากกว่าที่อื่น มาดูทั้งสองแห่งกัน:
1. Empire Flippers

Empire Flippers เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2011 จนถึงวันนี้ แพลตฟอร์มได้ขายธุรกิจออนไลน์รวมมูลค่ากว่า $100 ล้าน ซึ่งรวมถึงร้านดรอปชิป Shopify ด้วย โดยรวมแล้ว อัตราความสำเร็จในการขายเว็บไซต์ที่นี่อยู่ที่ 94%
ฟีเจอร์ของ Empire Flippers
- เครื่องมือประเมินมูลค่า: คุณไม่ต้องปวดหัวกับการคำนวณมูลค่าธุรกิจอีกต่อไป บริษัทมีเครื่องคำนวณหลายแบบสำหรับธุรกิจแต่ละประเภท เช่น เครื่องคำนวณมูลค่าแยกสำหรับเว็บไซต์แอฟฟิลิเอต ร้านค้า Amazon FBA และร้านดรอปชิป
- การคัดกรองผู้ซื้อ: มีระบบจัดการการสื่อสารระหว่างคุณกับผู้ซื้อ คุณจึงไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรับมือกับมิจฉาชีพหรือผู้ซื้อที่ไม่จริงจัง
- บริการนายหน้า: หากคุณยังขายไม่คล่อง คุณสามารถทำงานร่วมกับนายหน้าซื้อขายธุรกิจของแพลตฟอร์มเพื่อช่วยโน้มน้าวผู้ซื้อและเจรจาให้ได้ข้อตกลงที่ดีขึ้น
สุดท้าย Empire Flippers มีบริการย้ายระบบ หากคุณรู้สึกว่าการโอนทรัพย์สินให้ผู้ซื้อซับซ้อนเกินไป คุณก็ไม่ต้องทำเอง เพราะมีทีมงานคอยดูแลให้โดยคิดค่าบริการ
ข้อสำคัญคือธุรกิจของคุณต้องมีกำไรสุทธิ $2,000 ต่อเดือนเป็นอย่างน้อย จึงจะมีสิทธิ์ลงประกาศบนแพลตฟอร์มได้ อีกทั้งธุรกิจต้องเชื่อมต่อกับ Google Analytics มาแล้วอย่างน้อยสามเดือนล่าสุด
คุณเลี่ยงเงื่อนไขเพื่อเข้ามาลงประกาศที่นี่ไม่ได้ Empire Flippers มีทีมงานตรวจสอบข้อมูลธุรกิจ โดยไม่ได้อาศัยเพียงคำบอกเล่าของคุณ แต่ตรวจจากหลักฐานที่บันทึกไว้จริง
2. ตลาดซื้อขาย Flippa

Flippa ไม่ได้เป็นเพียงตลาดซื้อขายเว็บไซต์ แต่ยังรวมถึงแอปและธุรกิจดิจิทัลอื่น ๆ แพลตฟอร์มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2009 และนับแต่นั้นได้ขายเว็บไซต์ โดเมน และแอป รวมมูลค่ากว่า $140 ล้าน
ฟีเจอร์ของ Flippa
- ใช้งานง่าย: ต่างจาก Empire Flippers ตรงที่ Flippa ไม่ได้กำหนดว่าธุรกิจต้องทำกำไรถึงระดับใดจึงจะขายเว็บไซต์ได้ นั่นหมายความว่าคุณสามารถสร้างร้านดรอปชิปแล้วนำมาขายทำกำไรบนแพลตฟอร์มได้ทันที
- การยืนยันข้อมูล: ในฐานะผู้ขาย คุณเลือกเข้ารับการตรวจสอบยืนยันได้ เพื่อให้ประกาศขายของคุณน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
- การประมูล: คุณเลือกขายธุรกิจด้วยการประมูลได้ ซึ่งมีโอกาสทำให้ขายได้สูงกว่าราคาที่ตั้งไว้
- บริการคนกลางดูแลเงิน: การชำระเงินทั้งหมดให้คุณสามารถดำเนินการผ่านบริการคนกลางดูแลเงินได้ คุณจึงได้รับความคุ้มครองรูปแบบหนึ่ง โดยเงินจะอยู่กับพันธมิตรผู้ให้บริการคนกลางดูแลเงินของ Flippa ทำให้ผู้ซื้อหลอกลวงคุณไม่ได้
Flippa กำหนดเพียงว่าคุณต้องมีสิทธิ์ขายทรัพย์สินนั้น หมายความว่าคุณต้องพิสูจน์ได้ว่าคุณเป็นเจ้าของเว็บไซต์ นอกจากนี้ หากเลือกขายด้วยการประมูล คุณต้องไม่ลงประกาศขายเว็บไซต์หรือร้านดรอปชิปที่อื่น
แล้วควรใช้ Empire Flippers หรือ Flippa หากร้านของคุณมีกำไรสุทธิเกิน $2,000 ต่อเดือน ให้ใช้ Empire Flippers เพราะคุณจะพบผู้ซื้อที่พร้อมจ่ายเงินเพื่อซื้อธุรกิจที่ทำกำไรได้ หากไม่ถึงเกณฑ์นี้ ทางเลือกเดียวของคุณคือ Flippa
เคล็ดลับขายร้านดรอปชิป Shopify ให้สำเร็จ
เจ้าของร้านค้า Shopify ต้องเตรียมหลายอย่างก่อนเริ่มขายร้าน และทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการนำเสนอ เช่นเดียวกับสิ่งอื่น ร้านต้องดู “น่าสนใจ” แต่การขายร้านค้า Shopify มีรายละเอียดมากกว่าการขายสินค้า การเตรียมตัวให้พร้อมจึงสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการเข้าใจความสามารถในการทำกำไร มูลค่า และกระบวนการขายร้านค้า Shopify ต่อไปนี้คือเคล็ดลับในการขายร้านดรอปชิป Shopify ของคุณ
1. ทำความเข้าใจผู้ซื้อของคุณ
สิ่งแรกที่คุณต้องคิดถึงคือผู้ซื้อ คนที่ซื้อธุรกิจแตกต่างจากผู้บริโภคทั่วไป กลุ่มเป้าหมายของคุณในที่นี้คือคนที่ต้องการทำกำไร
ตัวอย่างลักษณะของผู้ซื้อมีดังนี้:
- ผู้ซื้อต้องการทำกำไร
- ผู้ซื้อไม่อยากลงมือสร้างร้านเอง
- ผู้ซื้อต้องการซื้อธุรกิจด้วยต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เมื่อเข้าใจข้อมูลนี้แล้ว คุณควรนำเสนอร้านให้ดึงดูดผู้ซื้อกลุ่มนี้ เราไม่ได้หมายความว่าคุณต้องขายต่ำกว่ามูลค่า เพียงแต่ต้องตั้งราคาให้ผู้ซื้อมองเห็นโอกาสทำกำไร
2. จัดทำรายงานทางการเงิน
รายงานทางการเงินอาจฟังดูน่ากลัว แต่ทำได้ง่าย สิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่คุณทำได้คือโพสต์ภาพหน้าจอรายได้ต่อเดือน ซึ่งบันทึกได้จากแดชบอร์ด Shopify
นอกจากนี้ คุณสามารถจัดทำรายงานทางการเงินเป็นไฟล์ PDF ได้ อย่าให้รายงานนี้ทันที แต่ให้ผู้ซื้อเป็นฝ่ายขอข้อมูลนี้จากคุณ
อย่างน้อยที่สุด รายงานทางการเงินในไฟล์ PDF ต้องมีข้อมูลต่อไปนี้:
- งบกำไรขาดทุน: รายงานที่แสดงรายได้ กำไรสุทธิ ค่าใช้จ่าย และรายละเอียดทางการเงินอื่น ๆ ของธุรกิจ
- งบแสดงฐานะการเงิน: แสดงฐานะของธุรกิจให้ผู้อ่านทราบ โดยมีข้อมูลสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ
- งบกระแสเงินสด: รายงานสรุปจำนวนเงินที่ไหลเข้าและออกจากธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง
คุณยังสามารถเพิ่มแดชบอร์ดการเงินในรายงานได้ด้วย แดชบอร์ดประกอบด้วยกราฟและแผนภูมิที่แสดงผลการดำเนินงานทางการเงินของธุรกิจ
3. ใช้จุดแข็งของร้านให้เป็นประโยชน์
หากต้องการขายธุรกิจให้สำเร็จ คุณต้องแสดงให้ผู้ซื้อเป้าหมายเห็นว่าทำไมธุรกิจของคุณจึงคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย
ต่อไปนี้คือตัวอย่างที่คุณนำไปใช้เป็นแนวทางได้:
- แอป: แสดงให้ผู้ซื้อเห็นอย่างชัดเจนว่าร้านของคุณมีแอปที่ช่วยให้สานต่อความสำเร็จของร้านดรอปชิปได้อยู่แล้ว เช่น แอปจัดส่งสินค้า แอปสมัครรับข่าวสารทางอีเมล เป็นต้น
- รายชื่ออีเมล: หากคุณมีรายชื่ออีเมลของผู้สมัครรับข่าวสารหรือลูกค้า คุณสามารถใช้เป็นจุดขายได้ ใครที่เคยดูแลเว็บไซต์หรือร้านค้าย่อมรู้ว่าการสร้างฐานรายชื่ออีเมลเป็นเรื่องยาก
- ช่อง YouTube: หากคุณลงทุนสร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดียไว้แล้ว คุณสามารถใช้สิ่งนี้เป็นข้อได้เปรียบได้ แสดงจำนวนผู้ติดตามช่อง YouTube ผู้ติดตาม Facebook หรือ Instagram และอื่น ๆ อิทธิพลบนโซเชียลมีเดียมีมูลค่า คุณจึงควรใช้สิ่งนี้เพื่อขายร้านให้ได้ราคาสูงขึ้น
- บัญชีโซเชียลมีเดีย: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้โอนบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ให้เจ้าของใหม่แล้ว บัญชีเหล่านี้เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่า ซึ่งช่วยรักษาและขยายฐานลูกค้าของร้านได้
คุณสามารถเพิ่มรายการอื่นได้อีก สิ่งสำคัญคือเน้นให้เห็นว่าผู้ซื้อไม่ได้ซื้อแค่ร้านค้า แต่ยังได้ทรัพย์สินอื่น ๆ นอกเหนือจากเว็บไซต์ด้วย
คำถามที่พบบ่อย: การขายร้านดรอปชิป Shopify
ฉันจะขายร้านค้า Shopify ได้ในราคาเท่าไร
ไม่มีราคาตายตัวสำหรับการขายร้านค้า Shopify หากร้านดรอปชิป Shopify ของคุณมียอดขายแล้ว คุณต้องใช้หลักการประเมินมูลค่า
ฉันขายร้านค้า Shopify ของตัวเองได้ไหม
ได้ คุณขายร้านค้า Shopify ได้ทั้งด้วยการประมูลและการตั้งราคาแบบเหมาจ่าย เราแนะนำตลาดซื้อขายสองแห่งที่คุณสามารถลงประกาศขายร้านค้า Shopify ได้
การขายร้านค้า Shopify ทำกำไรได้ไหม
ได้ แต่ร้านของคุณต้องมีแบรนด์ที่พิสูจน์แล้วว่าแข็งแกร่ง หรือมียอดขายอยู่ มีน้อยคนที่จะซื้อร้านค้า Shopify ที่ไม่มียอดขาย เพราะพวกเขาเลือกสร้างร้านเองมากกว่า
ขายสินค้าบน Shopify คุ้มไหม
คุ้มแน่นอน การขายสินค้าบน Shopify คุ้มค่า เพียงเดือนละ $25 คุณก็สร้างร้านค้า Shopify ที่มีฟังก์ชันครบถ้วนและทำกำไรจากการขายปลีกได้
ส่งท้าย
ขั้นต่อไปคือเข้าไปดูเว็บไซต์สองแห่งที่กล่าวถึงในบทความนี้ มองหาร้านค้า Shopify ที่อยู่ในตลาดเฉพาะกลุ่มเดียวกับคุณ สำรวจร้านเหล่านั้น ใช้เวลาทำความเข้าใจรายได้และจำนวนผู้เข้าชม แล้วตัดสินใจว่าคุณแข่งขันกับร้านเหล่านั้นได้หรือไม่





